Goal 3Goal 7Goal 10

การเข้าถึงไฟฟ้าคือหัวใจของระบบสุขภาพที่เท่าเทียม

เบื้องหลังการรักษาทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพที่ต่อเนื่อง กลับมีปัจจัยพื้นฐานหนึ่งที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ “พลังงานไฟฟ้า” ที่มีความมั่นคงและเพียงพอในการรองรับการทำงานของระบบสุขภาพ บทความนี้ชวนสำรวจความจริงที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึงว่า ระบบสุขภาพในหลายพื้นที่ทั่วโลกยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ แต่ยังกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของผู้ป่วยจำนวนมาก เมื่อไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง โรงพยาบาลก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ชีวิตผู้ป่วยตกอยู่ในความเสี่ยง นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างแท้จริง

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว สถานพยาบาลจำนวนมากกลับต้องทำงานท่ามกลางความไม่แน่นอนของไฟฟ้า สถานการณ์นี้ไม่เพียงเป็นอุปสรรคต่อการรักษาพยาบาล แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางที่ไฟฟ้าคือปัจจัยกำหนด “ความเป็นและความตาย”

เครื่องช่วยหายใจ ตู้เย็นเก็บวัคซีน อุปกรณ์ผ่าตัด และระบบสื่อสารฉุกเฉิน ล้วนต้องพึ่งพาไฟฟ้า องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เกือบ 1 พันล้านคนในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ยังคงต้องพึ่งพาสถานพยาบาลที่ขาดไฟฟ้าที่เสถียร ทำให้การรักษาที่ควรเป็นมาตรฐานเป็นไปได้ยากขึ้น ทั้งวัคซีนอาจเสื่อมสภาพเพราะตู้เย็นดับ เครื่องมือตรวจโรคใช้การไม่ได้ และการผ่าตัดฉุกเฉินต้องหยุดชะงัก ความเหลื่อมล้ำทางการแพทย์ในยุคสมัยใหม่ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในขณะที่โลกก้าวหน้าด้วยนวัตกรรมการแพทย์ที่สามารถยืดอายุผู้ป่วยได้อีกหลายสิบปี แต่การรักษาพื้นฐานที่สุดกลับล้มเหลวเพียงเพราะขาดไฟฟ้า ปัจจัยกำหนดคุณภาพการรักษาในปัจจุบันจึงไม่ได้อยู่แค่ที่ความทันสมัยของอุปกรณ์อีกต่อไป แต่รวมถึงความมั่นคงของไฟฟ้าที่จะทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความเหลื่อมล้ำที่เห็นชัดระหว่างเมืองและชนบท แสดงให้เห็นถึงช่องว่างด้านสาธารณสุขที่ยากจะละเลย ในขณะที่โรงพยาบาลระดับภูมิภาคในเมืองใหญ่สามารถพึ่งพาระบบไฟฟ้าที่มั่นคงด้วยเครื่องปั่นไฟสำรองและระบบจ่ายไฟฟ้าอัตโนมัติ สถานีอนามัยในพื้นที่ห่างไกลกลับต้องดิ้นรนกับแหล่งพลังงานชั่วคราว สถานการณ์นี้รุนแรงเป็นพิเศษในเอเชียใต้และแอฟริกาใต้ที่มีสถานพยาบาลประมาณ 12% และ 15% ตามลำดับ ที่ยังคงขาดแคลนไฟฟ้าที่เสถียร ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ยิ่งพื้นที่ห่างไกล ยิ่งขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน ยิ่งทำให้ระบบสาธารณสุขทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ 

“การเข้าถึงไฟฟ้าในสถานพยาบาลสามารถสร้างความแตกต่างระหว่างชีวิตและความตาย”
– Dr Maria Neira

เมื่อไฟฟ้าไม่ถึงบริการรักษาก็ไม่ทั่วถึง สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบสุขภาพในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ระบบพลังงานยังไม่สามารถรองรับการให้บริการสาธารณสุขได้อย่างครอบคลุมและมั่นคง เมื่อไฟฟ้าขาด การรักษาก็สะดุด อุปกรณ์ทางการแพทย์จำนวนมากไม่สามารถทำงานได้โดยไม่มีพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องช่วยหายใจ เครื่องปั๊มหัวใจ เตียงไฟฟ้า ไปจนถึงตู้เย็นที่ใช้เก็บรักษาวัคซีนซึ่งต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยหนัก ห้องคลอด หรือขณะผ่าตัด รายงาน “Energizing Health: Accelerating Electricity Access in Health-Care Facilities” ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนเพื่อการเข้าถึงไฟฟ้าที่มั่นคงในสถานพยาบาลไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการลงทุนเพื่อชีวิตมนุษย์ที่มีผลกระทบต่อความยั่งยืนของระบบสุขภาพโดยรวม หากสถานพยาบาลไม่สามารถใช้เครื่องมือแพทย์ได้อย่างต่อเนื่อง ก็ไม่สามารถส่งมอบการรักษาที่มีประสิทธิภาพให้แก่ผู้ป่วยได้

เมื่อสถานพยาบาลทั่วโลกยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการเข้าถึงไฟฟ้า การออกแบบระบบไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นแนวทางสำคัญที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้เพิ่มแรงกดดันต่อสถานพยาบาล การสร้างระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นสูงไม่เพียงแค่ช่วยให้สถานพยาบาลสามารถจัดการกับไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอในสถานการณ์ปกติ แต่ยังสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือเหตุการณ์ที่ทำให้ไฟฟ้าขัดข้องจากแหล่งพลังงานหลัก

การใช้พลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ เช่น ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่สำหรับการจัดเก็บพลังงาน เป็นหนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่เชื่อมต่อกับแบตเตอรี่สามารถให้พลังงานอย่างต่อเนื่องในกรณีที่ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหลักขัดข้อง หรือในพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าจากโครงข่ายหลัก ทำให้สถานพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลหรือชนบทสามารถดำเนินการดูแลผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องและไม่ขาดตอน ซึ่งไม่เพียงแค่ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในระยะยาว แต่ยังช่วยลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่มีค่าใช้จ่ายสูงและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด

การมีระบบไฟฟ้าที่เสถียรและยั่งยืนในสถานพยาบาลไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าแต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบสุขภาพ และส่งผลดีต่อสุขภาพประชากรในระยะยาว นอกจากนี้ยังเป็นการวางรากฐานให้ระบบสุขภาพสามารถปรับตัวและรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างยั่งยืน การออกแบบระบบไฟฟ้าในสถานพยาบาลจึงควรคำนึงถึงความมั่นคง ความยืดหยุ่น และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในขณะเดียวกัน การยกระดับระบบพลังงานในสถานพยาบาลยังสอดคล้องกับนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานของประเทศ โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดประเภทหรือขนาดของอาคารและมาตรฐานการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันให้เกิดการออกแบบอาคารที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูง กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้อาคารขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานที่เรียกว่า Building Energy Code หรือ BEC ซึ่งครอบคลุมถึงสถานพยาบาลที่ถูกระบุอย่างชัดเจนให้เป็นหนึ่งใน 9 ประเภทของอาคารที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่ โรงมหรสพ โรงแรม สถานบริการ สถานพยาบาล สถานศึกษา สำนักงานหรือที่ทำการ ห้างสรรพสินค้า อาคารชุด และอาคารชุมนุมคน โดยในส่วนของสถานพยาบาล การออกแบบที่ตอบสนองต่อมาตรฐาน BEC ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับระบบสุขภาพโดยตรง

เกณฑ์ของ BEC มุ่งเน้นไปที่การลดการใช้พลังงานในระบบต่าง ๆ ของอาคาร ได้แก่ ระบบเปลือกอาคาร ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ การใช้พลังงานหมุนเวียน อุปกรณ์ผลิตน้ำร้อน และการใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร โดยระบบเปลือกอาคาร จะพิจารณาค่าการถ่ายเทความร้อนผ่านผนังและหลังคา เช่น OTTV (Overall Thermal Transfer Value) และ RTTV (Roof Thermal Transfer Value) ซึ่งช่วยลดภาระของระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง จะควบคุมค่าความหนาแน่นของกำลังไฟฟ้าแสงสว่าง หรือ LPD (Lighting Power Density) เพื่อให้แสงสว่างเพียงพอแต่ไม่ใช้พลังงานเกินความจำเป็น ระบบปรับอากาศ ต้องเลือกอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและเหมาะสมกับการใช้งานจริง ลดการใช้พลังงานโดยไม่กระทบต่อความสบายของผู้ป่วยและบุคลากร การใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือระบบกักเก็บพลังงาน ถูกส่งเสริมให้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบระบบพลังงานในอาคารอย่างยั่งยืนขณะที่อุปกรณ์ผลิตน้ำร้อน เช่น หม้อต้มน้ำ หรือฮีตปั๊ม ต้องมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานและสุดท้ายการใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร จะได้รับการประเมินแบบองค์รวม เพื่อให้มั่นใจว่าอาคารใช้พลังงานในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

ที่มา : กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (2565)

การออกแบบระบบไฟฟ้าในสถานพยาบาลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือการจัดวางเครื่องจักรกล แต่เป็นการวางรากฐานของความมั่นคงทางสุขภาพในระดับโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม การปรับใช้พลังงานหมุนเวียนร่วมกับการออกแบบที่สอดคล้องกับเกณฑ์ BEC เป็นแนวทางสำคัญในการสร้างระบบสุขภาพที่มีภูมิต้านทานสูง สามารถรองรับแรงกระแทกจากภัยพิบัติ ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของระบบพลังงานในอนาคต

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ โดยไม่ควรถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์หรือเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถเกิดขึ้นได้จริง ในพื้นที่ห่างไกลหรือในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง การเข้าถึงไฟฟ้าที่มีความเสถียรและเพียงพอจึงช่วยให้สถานพยาบาลสามารถให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง เพื่อให้บริการสุขภาพมีคุณภาพและเพียงพอจำเป็นต้องมีการลงทุนในการปรับปรุงระบบไฟฟ้าในสถานพยาบาล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเข้าถึงไฟฟ้ายังเป็นปัญหา ข้อมูลจากธนาคารโลกเผยว่าต้องการเงินลงทุนประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความเสถียรในสถานพยาบาล ซึ่งไม่เพียงแค่ช่วยให้สถานพยาบาลสามารถให้บริการได้อย่างมีคุณภาพ แต่ยังเสริมสร้างความยั่งยืนในระบบสุขภาพ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่

การพัฒนาระบบสุขภาพให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องและครอบคลุม จำเป็นต้องเริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง โดยเฉพาะการเข้าถึงไฟฟ้าในสถานพยาบาล ไม่ใช่เพียงเพื่อให้เครื่องมือทำงานได้เท่านั้น แต่เพื่อให้ความหวังของผู้ป่วยไม่ถูกดับลงเพียงเพราะขาดพลังงาน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า คือรากฐานของการรับประกันสิทธิด้านสุขภาพอย่างแท้จริง หากเราต้องการให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่ เราต้องเริ่มต้นด้วยคำถามว่าสถานพยาบาลของเรามีไฟฟ้าหรือยัง?

กองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

เอกสารอ้างอิง

WHO. (2023). Close to one billion people globally are served by health-care facilities with no electricity access or with unreliable electricity. Retrieved from https://www.who.int/news/item/14-01-2023-close-to-one-billion-people-globally-are-served-by-health-care-facilities-with-no-electricity-access-or-with-unreliable-electricity

WHO. (2023). Electricity in health-care facilities. Retrieved from https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/electricity-in-health-care-facilities

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน. (2565). ข้อกำหนดของ กฎหมายอาคารอนุรักษ์พลังงาน BEC. สืบค้นจาก https://bec.dede.go.th/requirements-of-the-law/

การเข้าถึงไฟฟ้าคือหัวใจของระบบสุขภาพที่เท่าเทียม
ดาวน์โหลด
กลับหน้าข่าวสารและบทความ