Goal 3Goal 5Goal 6
+1

ร่องรอยความเหลื่อมล้ำ งานบ้าน แรงงานข้ามชาติ และความเสมอภาคทางเพศในสังคม

แม้โลกจะก้าวหน้าไปไกลในด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ แต่ในระดับครัวเรือนจนถึงระดับโลก ความไม่เท่าเทียมทางเพศยังคงฝังรากลึกอยู่ในชีวิตประจำวัน การล้างจาน ซักผ้า การดูแลผู้ป่วย หรือแม้แต่การเข้าถึงน้ำสะอาดและห้องน้ำ กลับกลายเป็นดัชนีที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำที่เราคุ้นชินแต่ไม่ใส่ใจ

การซักผ้าอาจดูเป็นเพียงกิจวัตรประจำวันเล็ก ๆ ในบ้าน แต่แท้จริงแล้วกลับเกี่ยวพันกับสุขอนามัยส่วนบุคคล ภาระงานที่ไม่ถูกรับรู้ ไปจนถึงเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและโครงสร้างอำนาจในสังคม บทความนี้ชวนสำรวจการซักผ้าในฐานะกิจกรรมเล็ก ๆ ที่สะท้อนความเปราะบางทางสังคมและความไม่เท่าเทียมทางเพศที่แฝงตัวอยู่ในงานบ้านอย่างแนบเนียน ตั้งแต่มิติของแรงงาน สุขอนามัย ไปจนถึงกรอบวัฒนธรรมที่จำกัดบทบาทของผู้หญิงในชีวิตประจำวัน การซักผ้าไม่ใช่เพียงงานบ้าน แต่คือหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดให้เห็นความไม่เท่าเทียมทางเพศที่ฝังแน่นในครอบครัวและสังคม

ในโลกที่โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมหมุนด้วยหลักการความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชน และคำว่า “ความเท่าเทียมทางเพศ” ปรากฏในทุกเวทีระดับโลก แต่ในชีวิตประจำวันการซักผ้ากลับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศได้ งานที่ต้องใช้แรงและเวลา ยังไม่ถูกรวมอยู่ในระบบค่าจ้าง และยังคงถูกมองว่าเป็นหน้าที่ตามธรรมชาติของผู้หญิง ความเข้าใจนี้ไม่ได้เพียงลดทอนคุณค่าของแรงงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน แต่ยังสะท้อนโครงสร้างอำนาจที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแนบเนียน

ข้อมูลจาก European Institute for Gender Equality (2021) แสดงให้เห็นว่า ในบรรดา 3 รูปแบบของงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน งานบ้านเป็นกิจกรรมที่มีความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศสูงที่สุด รองลงมาคือการดูแลเด็ก และการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งในกลุ่มผู้หญิงที่มีงานประจำ 91% ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวันในการทำงานบ้าน ในขณะที่ผู้ชายในสถานะเดียวกันมีเพียง 30% เท่านั้นที่ทำเช่นเดียวกัน หากเจาะลึกเฉพาะเรื่องการใช้เวลาต่อวัน ผู้หญิงในระบบแรงงานใช้เวลาเฉลี่ย 2.3 ชั่วโมงทำงานบ้านต่อวัน ส่วนผู้ชายใช้เวลาเพียง 1.6 ชั่วโมง ช่องว่างนี้กว้างที่สุดในครอบครัวที่มีบุตร โดยผู้หญิงแบกรับภาระมากถึง 62% สัดส่วนนี้ไม่เพียงสะท้อนรูปแบบการแบ่งงานในครัวเรือน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติในสังคม

ความไม่สมดุลด้านแรงงานในบ้านไม่ใช่เพียงปัญหาในวัยผู้ใหญ่ แต่เริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก เด็กหญิงจำนวนมากเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้รับผิดชอบงานบ้าน ในขณะที่เด็กชายเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงหน้าที่เหล่านี้โดยเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อ จากการศึกษาของ Giménez-Nadal et al. (2019) ระบุว่า แบบอย่างจากพ่อแม่เป็นกลไกสำคัญที่ส่งต่อความไม่เท่าเทียมในการแบ่งงานบ้านระหว่างเพศจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่น แม้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 18 – 24 ปี ช่องว่างความต่างระหว่างหญิงชายจะลดลง แต่ก็ยังมีเพียง 19% ของชายหนุ่มที่ใช้เวลาทำอาหารหรือทำงานบ้านวันละหนึ่งชั่วโมง เทียบกับ 39% ของหญิงสาวในวัยเดียวกัน ตัวเลขนี้ชี้ชัดว่าเด็กหญิงยังคงเป็นแรงงานที่ไม่ได้ค่าจ้างภายในบ้าน งานซักผ้าจึงเป็นหนึ่งในหน้าที่ที่กดทับศักยภาพของผู้หญิง เวลาที่หายไปจากการซักผ้าไม่ได้หายไปเฉยๆ แต่มันถูกแลกด้วยโอกาสในการศึกษา การทำงานเพื่อรายได้ หรือแม้แต่การได้พักผ่อน

แรงงานที่มองไม่เห็นอย่างการซักผ้ายังเป็นภาระที่หนักหนาสำหรับกลุ่มหญิงชายขอบ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่มีงานประจำ แรงงานชั่วคราว และแรงงานข้ามชาติ กลุ่มนี้มักไม่มีทรัพยากรหรือเวลาเพียงพอที่จะจ้างบริการจากภายนอก ในขณะเดียวกันก็ต้องรับหน้าที่นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับหญิงชนชั้นกลาง แม้จะมีศักยภาพในการจ้างผู้อื่นให้ซักผ้าแทนได้ แต่การกระทำดังกล่าวกลับเป็นการส่งต่อความไม่เท่าเทียมไปยังผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งในฐานะแรงงานรับจ้าง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากชนชั้นล่างและไร้หลักประกันทางสังคม

ในสังคมที่กล่าวถึงสิทธิ ความเสมอภาค และโอกาสอย่างกว้างขวาง การซักผ้ายังคงเป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างความไม่เท่าเทียมที่ฝังลึกและซับซ้อน ก็ยิ่งตอกย้ำว่าความไม่เท่าเทียมทางเพศนั้นไม่ได้อยู่ห่างไกล แต่อาศัยอยู่ในตะกร้าผ้าที่เรามองข้ามอยู่ทุกวัน

ในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก การซักผ้าและการดูแลความสะอาดไม่ใช่เพียงกิจกรรมในชีวิตประจำวัน แต่เป็นกิจกรรมที่สะท้อนโครงสร้างอำนาจทางสังคม เพศ และวรรณะ โดยเฉพาะในบริบทที่เกี่ยวข้องกับ ประจำเดือน ความบริสุทธิ์ และความไม่สะอาดตามสายตาสาธารณะ กิจวัตรประจำวัน เช่น การซักผ้า จึงไม่อาจแยกขาดจากมิติทางวัฒนธรรมและการเมืองเรื่องเพศ

 ข้อมูลจาก Josephine Mylan and Dale Southerton (2018) เรื่อง The Social Ordering of an Everyday Practice: The Case of Laundry ได้แสดงให้เห็นว่าการซักผ้าในชีวิตประจำวันถูกจัดระเบียบทางสังคมผ่านกลไกที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relations) ขนบธรรมเนียมทางวัฒนธรรม (Cultural Conventions) วัตถุในครัวเรือน (Domestic Materiality) หรือจังหวะเวลาที่กำหนดโดยสถาบัน (Institutionalized Temporal Rhythms) กลไกเหล่านี้ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมงานซักผ้าจึงเป็นมากกว่ากิจกรรมประจำบ้าน แต่คือการปฏิบัติทางสังคมที่สะท้อนความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง

ประเด็นเรื่องความสะอาดและสุขอนามัยยังมีความเชื่อมโยงกับการมีประจำเดือน รายงานจาก UN Women (2017) เรื่อง Gender Equality & Water, Sanitation and Hygiene ระบุว่าข้อห้ามและการตีตราที่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนยังคงฝังลึกในหลายชุมชน โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ผู้หญิงมักถูกห้ามจากกิจกรรมต่าง ๆ ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ถูกห้ามไม่ให้เตรียมอาหารในช่วงมีประจำเดือน ความเชื่อเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ มักทำให้ผู้หญิงในบางสังคมต้องเผชิญข้อจำกัดหลายประการในช่วงมีประจำเดือน เช่น การห้ามไม่ให้ซักผ้าหรือใช้น้ำร่วมกับผู้อื่น ความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติ แต่กลายเป็นเครื่องมือในการตีตราร่างกายและควบคุมพฤติกรรมของผู้หญิง ทั้งยังตอกย้ำอำนาจเชิงสัญลักษณ์ที่สังคมมีเหนือร่างกายเพศหญิงอย่างชัดเจน

ในสังคมอินเดีย งานที่เกี่ยวข้องกับความสะอาด เช่น การเก็บของเสียหรือการซักผ้าในพื้นที่สาธารณะ มักตกอยู่กับผู้หญิงจากกลุ่มที่ถูกกีดกันทางชนชั้นและวรรณะ งานเหล่านี้ถูกทำให้ไร้เกียรติ ทั้งยังถูกทำให้มองว่าเป็นของผู้หญิงหรือชนชั้นต่ำ ด้วยเหตุนี้ ความสะอาดจึงกลายเป็นพื้นที่ของอำนาจทางวัฒนธรรมที่ใช้กำหนดว่าใครคือผู้บริสุทธิ์ ใครคือผู้ไม่บริสุทธิ์ และใครมีสิทธิ์เข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานของรัฐ ภาพจำของผู้หญิงที่ดี ซึ่งต้องทำหน้าที่ดูแลความสะอาดให้ครอบครัวอย่างเคร่งครัด ยังสะท้อนภาระที่กลายเป็นกฎทางวัฒนธรรมโดยปริยาย การซักผ้าจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเนื้องาน แต่เป็นการกระทำที่แสดงออกถึงบทบาททางเพศซึ่งถูกย้ำซ้ำด้วยกรอบวัฒนธรรม

แนวปฏิบัติเช่นนี้ ตอกย้ำความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน และนำไปสู่การกีดกันทางโอกาส ตั้งแต่การเข้าถึงบริการสุขภาพ การศึกษาไปจนถึงการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อขาดนโยบายที่ให้ความสำคัญกับสุขอนามัยประจำเดือนอย่างจริงจัง เช่น ในหลายพื้นที่ของโลก ระบบการศึกษายังขาดกลไกในการเตรียมเด็กหญิงให้พร้อมเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การศึกษา และความมั่นใจในตัวเองของเด็กหญิงจำนวนมาก

สุขอนามัย ความปลอดภัย และสิทธิในการดูแลตนเองยังคงเป็นเรื่องที่ผู้หญิงจำนวนมากไม่อาจเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในบริบทของงานบ้านอย่างการซักผ้าที่ต้องรับผิดชอบงานซักล้างโดยไม่มีค่าตอบแทน ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ปลอดภัย เช่น การขาดแคลนน้ำ พื้นที่ส่วนตัว หรืออุปกรณ์ที่ปลอดภัยสำหรับการซักผ้า นอกจากนี้ยังต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจากน้ำที่ไม่สะอาด หรือการสัมผัสกับสารเคมีโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ซึ่งเป็นงานที่มักตกเป็นภาระของผู้หญิงและเด็กหญิง ในหลายพื้นที่ทั่วโลก แม้ว่าเครื่องซักผ้าซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการปลดปล่อยจากภาระงานบ้าน กลับเป็นสิ่งที่ผู้หญิงจำนวนมากไม่อาจเข้าถึงได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านรายได้ ขนาดพื้นที่อยู่อาศัย และสภาพแวดล้อมทางสังคม

ายงานของ WHO และ UNICEF ระบุว่า ผู้หญิงและเด็กหญิง 7 ใน 10 ครัวเรือนที่ไม่มีน้ำประปาในบ้านเป็นผู้รับผิดชอบในการตักน้ำ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะต้องใช้เวลาตักน้ำมากกว่าเด็กชาย และต้องเดินทางไกลกว่าด้วย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเวลาในการเรียนรู้ การเล่น และความปลอดภัย นอกจากนี้ในภาคการศึกษา เด็กหญิงจำนวนมากไม่สามารถไปโรงเรียนได้ในช่วงมีประจำเดือน เนื่องจากไม่มีห้องน้ำสะอาดหรือพื้นที่ซักผ้าที่เหมาะสมในโรงเรียน ซึ่งทำให้พวกเธอรู้สึกไม่ปลอดภัยและอับอาย ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจและการเรียนรู้ระยะยาว

การออกแบบระบบสุขาภิบาลที่ไม่คำนึงถึงมิติทางเพศ ไม่เพียงสร้างความไม่ปลอดภัยและความอับอาย แต่ยังทำลายศักดิ์ศรีของผู้หญิงและเด็กหญิงอย่างต่อเนื่อง การจัดการสุขอนามัยประจำเดือนจึงควรถูกยอมรับว่าเป็นประเด็นสำคัญในด้านสิทธิสตรี และเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการเพศสภาพเข้าสู่โครงการ WASH (Water, Sanitation and Hygiene) อย่างแท้จริง สุขอนามัยไม่ควรเป็นสิทธิพิเศษของคนบางกลุ่ม แต่ควรเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของทุกคน การเข้าถึงน้ำสะอาด สุขาภิบาล และเครื่องมือในการดูแลร่างกาย คือพื้นฐานของความเท่าเทียมทางเพศและการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ทุกก้าวที่เด็กหญิงเดินไปตักน้ำ
คือก้าวที่เธอต้องออกจากการเรียนรู้ การเล่น และความปลอดภัย”
– Cecilia Sharp, UNICEF Director of WASH and CEED

ที่มาภาพ : IMF Connect (2019)

การระบาดของ COVID-19 ได้เปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นพื้นที่ทำงาน โรงเรียน สถานพยาบาลและศูนย์ดูแลแบบครบวงจรในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่มักแบกรับภาระเหล่านี้โดยไม่มีวันหยุดหรือค่าตอบแทน จากผลการสำรวจของ Eurocarers ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ดูแลที่ไม่เป็นทางการในยุโรประบุว่า ภาระงานดูแลในครัวเรือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 17% ต่อสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าการล็อกดาวน์ในหลายประเทศนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของงานบ้านและงานดูแลอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร การสอนหนังสือลูก การดูแลผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งการซักผ้า

ผู้หญิงจำนวนมากต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด ต้องรับบทบาทหลากหลายพร้อมกัน ความเครียดสะสม ความเหนื่อยล้าทางกายและใจ รวมถึงความรุนแรงในครอบครัว ล้วนพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยว และผู้ที่ดูแลสมาชิกครอบครัวที่เจ็บป่วยหรือมีภาระพิเศษทางสุขภาพ แม้จะมีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง เช่น ผู้ชายบางกลุ่มเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในงานบ้านมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างจำกัด และไม่สามารถลบล้างภาระที่ไม่เป็นธรรมที่ผู้หญิงแบกรับอยู่ได้

การปิดโรงเรียน การทำงานจากบ้าน และการจำกัดการเดินทางนำไปสู่ภาวะตึงเครียดระหว่างการทำงานที่ได้รับค่าจ้างกับภาระดูแลที่ไม่ได้ค่าตอบแทน โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีลูกเล็ก การเรียนออนไลน์กลายเป็นภาระใหม่ที่ผู้ปกครองต้องจัดการโดยไม่มีความช่วยเหลือจากภายนอก เช่น ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน หรือแม้แต่ญาติผู้ใหญ่ ทำให้โอกาสในการทำงานหรือแม้แต่เวลาส่วนตัวถูกบีบจนแทบไม่เหลือ

แม่เลี้ยงเดี่ยวและหญิงที่ต้องดูแลเด็กเล็กคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ซึ่งต้องเผชิญความเครียดสะสม ความโดดเดี่ยวทางสังคม และคุณภาพชีวิตที่ลดลงในระยะยาว ข้อมูลจาก European Institute for Gender Equality ยังเผยว่า ระดับความพึงพอใจในชีวิตของผู้หญิงโดยเฉพาะในช่วงอายุ 18 – 49 ปี ลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกระลอกของการระบาด

นอกจากความเหนื่อยล้าและความเครียดแล้ว การใช้เวลาที่บ้านมากขึ้นควบคู่กับปัญหาสุขภาพและความไม่มั่นคงทางการเงิน ยังนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความรุนแรงในครอบครัวและการทารุณกรรมเด็ก สะท้อนถึงโครงสร้างสังคมที่ยังไม่เอื้อต่อการปกป้องกลุ่มเปราะบางในยามวิกฤต การระบาดนี้จึงไม่ได้เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ แต่ยังเปิดเผยความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระบบการแบ่งงานในครัวเรือน

งานดูแลและงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าจ้างยังคงเป็นภาระหลักของผู้หญิงในสังคมไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงงานที่มีคุณค่าอย่างชัดเจน ข้อมูลจากรายงาน งานดูแลและงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าจ้างของหญิงไทย และผลกระทบต่อการจ้างงานที่มีคุณค่า ของ UNDP ในปี 2023 ชี้ให้เห็นว่า แม้อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของหญิงไทยจะสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นลาว เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา แต่ยังมีข้อจำกัดที่สะท้อนถึงบทบาททางเพศที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย

ในปี 2020 อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของเพศชายและหญิงในประเทศไทยอยู่ที่ 75.4% และ 59.2% ตามลำดับ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของผู้ชายและผู้หญิงแทบไม่ต่างกันมากนัก โดยผู้ชายเฉลี่ย 15,165 บาท และผู้หญิงเฉลี่ย 15,622 บาท อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากภาระงานนอกระบบ โดยเฉพาะงานบ้านและงานดูแลในครัวเรือน พบว่า ผู้หญิงต้องทำงานมากกว่าผู้ชายในภาพรวมแต่กลับไม่ได้รับค่าจ้างสำหรับภาระเหล่านั้น

แนวโน้มการเข้าร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงไทยลดลงนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 1990 โดยอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานทั้งหมดลดจาก 77% ในปี 1984 เหลือ 62% ในปี 2014 ปัจจัยหนึ่งคือการที่ผู้หญิงรุ่นใหม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น จึงยังไม่เข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงวัยรุ่นตอนปลายหรือช่วงอายุ 20 ต้น ๆ เนื่องจากยังอยู่ในระบบการศึกษา แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอทั่วประเทศ ผู้หญิงในชนบทโดยเฉพาะช่วงอายุ 30 ปลาย ๆ มีแนวโน้มออกจากกำลังแรงงานสูงกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่ในกรุงเทพฯ กลับพบว่ามีอัตราการเข้าทำงานเพิ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงอายุน้อยที่ยังมีสถานะเป็นนักเรียน นอกจากนี้ พบว่า ในกลุ่มผู้หญิงอายุ 24 – 54 ปี สัดส่วนของผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงานและระบุว่า “ทำงานบ้าน” เป็นหลักเพิ่มขึ้นจาก 11.8% เป็น 15.6% ซึ่งแสดงถึงแนวโน้มที่ชัดเจนของการถอยห่างจากตลาดแรงงานเพื่อรับภาระดูแลภายในบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทซึ่งขาดบริการดูแลที่เข้าถึงได้และมีราคายุติธรรม

ภาระการดูแลเหล่านี้แสดงให้เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น เมื่อพิจารณาจากเวลาทำงานโดยรวมในแต่ละวัน ผู้หญิงมักต้องทำงานมากกว่าผู้ชายเมื่อรวมทั้งงานในระบบและงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างในครัวเรือน ส่งผลให้จำนวนชั่วโมงทำงานรวมต่อวันของผู้หญิงสูงกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน

ที่มา : UNDP (2023)

ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ชนชั้น และแรงงานข้ามชาติสะท้อนผ่านบทบาทของแรงงานหญิงอพยพจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่มักเข้ามาทำงานเป็นแม่บ้านในครัวเรือนชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ของไทย งานบ้านซึ่งเคยเป็นหน้าที่ของผู้หญิงในครัวเรือนถูกจ้างเหมาทำแทน จึงกลายเป็นกระบวนการถ่ายโอนภาระจากหญิงชนชั้นกลางไปยังหญิงชนชั้นล่าง แรงงานเหล่านี้มักไม่ได้รับสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นวันหยุด ค่าจ้างขั้นต่ำ หรือความมั่นคงทางสังคม ส่งผลให้พวกเธอต้องอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจและชีวิตส่วนตัว

องค์กรภาคประชาสังคม เช่น มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (HomeNet) และสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI) ได้พยายามผลักดันให้แรงงานกลุ่มนี้ ได้รับสิทธิคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ การลาคลอด และการได้รับความคุ้มครองจากการถูกล่วงละเมิด

อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ คนทำงานบ้านจำนวนมากยังไม่ถูกจดทะเบียนเข้าระบบประกันสังคม จึงไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้ เช่น การลาคลอดแบบมีค่าจ้าง การขอรับเงินอุดหนุนบุตร สิทธิการลาป่วย หรือสวัสดิการขั้นพื้นฐานอื่น ๆ และเมื่อถูกละเมิดสิทธิ ก็แทบไม่มีช่องทางในการร้องเรียนหรือได้รับการเยียวยา นอกจากนี้ยังขาดข้อมูลและข้อตกลงที่ชัดเจนระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เช่น เรื่องค่าจ้าง สัญญาจ้าง และขอบเขตการทำงาน

ในระบบแรงงานดูแลของไทย แรงงานข้ามชาติหญิงโดยเฉพาะจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา เป็นกลุ่มหลักที่รับภาระงานดูแลและงานบ้าน โดยมากเป็นแรงงานนอกระบบ บางคนไม่มีเอกสาร บางคนถือใบอนุญาตชั่วคราว ส่งผลให้มีความเปราะบางทั้งในด้านสถานะทางกฎหมายและการเข้าถึงสิทธิคุ้มครอง

กระบวนการนำเข้าแรงงานอย่างเป็นทางการ เช่น “บันทึกความเข้าใจ” (MOU) ก็ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะจากฝั่งเมียนมาที่มีความกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการทำงานของแรงงานในไทย ทำให้แรงงานหญิงจากเมียนมามีโอกาสได้นำเข้าอย่างถูกต้องน้อยกว่าแรงงานจากลาวหรือกัมพูชา

ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ความเปราะบางนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อหลายครอบครัวได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ จึงลดชั่วโมงหรือเลิกจ้างแรงงานบ้าน ขณะที่แรงงานเหล่านี้ยังขาดหลักประกันใด ๆ รองรับ หลายคนจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง หรืออยู่ในสภาพที่ไร้ทางเลือกในไทย แม้แต่ในกรณีของแรงงานที่มีเอกสารถูกต้อง ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิที่แรงงานในระบบควรได้รับ เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ ชั่วโมงการทำงานที่ชัดเจน หรือการคุ้มครองจากความรุนแรงและการคุกคามทางเพศ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย และการบังคับใช้ที่ไม่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ

การส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศในระดับครัวเรือน ไม่สามารถอาศัยเพียงการรณรงค์เปลี่ยนทัศนคติของประชาชนในเชิงวัฒนธรรมเท่านั้น แต่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้านในระดับโครงสร้างของรัฐ ระบบกฎหมาย รวมถึงระบบการศึกษาและการสื่อสารสาธารณะ ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนประเด็นนี้ได้ชัดคือ โครงการรณรงค์ “งานบ้านเป็นของทุกคน ทำได้ทุกเพศ” ของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ซึ่งมุ่งเปลี่ยนมุมมองของสังคมต่อบทบาทงานบ้านที่ถูกเหมารวมว่าเป็นหน้าที่ของผู้หญิงมาอย่างยาวนาน การรณรงค์ในลักษณะนี้ ช่วยให้ประชาชนเห็นภาพทางเลือกที่แตกต่างออกไปจากบรรทัดฐานเดิม และเปิดพื้นที่ให้ผู้ชายสามารถทำหน้าที่ดูแลครอบครัวได้โดยไม่ถูกตีตราทางสังคม

อย่างไรก็ตาม นโยบายของภาครัฐไทยยังไม่สามารถรองรับหรือขยายแนวคิดนี้ได้อย่างเป็นระบบ ทั้งในแง่ของสิทธิแรงงาน สวัสดิการ หรือบทบาทของรัฐในการจัดการงานดูแลที่เกิดขึ้นในบ้าน งานบ้านส่วนใหญ่ดำเนินการโดยผู้หญิง โดยเฉพาะในกรณีของแรงงานที่ได้รับค่าจ้าง เช่น แม่บ้าน หรือพี่เลี้ยงเด็ก ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสมจากกฎหมายแรงงานหลักของประเทศ

ในประเด็นกฎหมาย สถานการณ์ประเทศไทยในปัจจุบันยังสะท้อนถึงช่องว่างในการคุ้มครองแรงงานทำงานบ้านอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจาก SDG Move ในปี 2023 ระบุว่า องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เห็นว่านโยบายคุ้มครองทางสังคมของไทยยังไม่ครอบคลุมแรงงานกลุ่มนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและมีสถานะเปราะบางต่อความไม่มั่นคงทางรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ ปัจจุบัน รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างการทบทวนกฎกระทรวงฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2555)

ซึ่งเป็นกฎหมายรองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยกฎกระทรวงฉบับนี้ได้ยกเว้นแรงงานทำงานบ้านออกจากขอบเขตการคุ้มครองของกฎหมายแรงงานหลัก หากมีการแก้ไขให้ครอบคลุมสิทธิแรงงาน การประกันสังคม และการคุ้มครองด้านสวัสดิการให้กับแรงงานทำงานบ้าน จะเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างระบบแรงงานให้เกิดความเท่าเทียมมากขึ้นในระดับนโยบาย ดังนั้น การทบทวนกฎหมายควรมุ่งหมายให้เกิดการยอมรับคุณค่าของแรงงานดูแลไม่ใช่เพียงเพิ่มสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น วันหยุดหรือค่าตอบแทนเท่านั้น แต่ต้องยกระดับบทบาทงานบ้านให้เป็นงานที่มีคุณค่าทางสังคม โดยไม่ผูกกับบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม การมองเห็นและรับรองคุณค่าของงานในบ้าน เป็นรากฐานสำคัญในการจัดสวัสดิการแบบครอบคลุมและยุติธรรม

ในขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาควรเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ถูกใช้เพื่อปลูกฝังความเข้าใจเรื่องบทบาททางเพศและคุณค่าของงานดูแลตั้งแต่ระดับปฐมวัย หลักสูตรการศึกษาควรส่งเสริมแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในชีวิตประจำวัน เช่น การสอนให้นักเรียนทุกเพศเรียนรู้ทักษะการดูแลตนเอง ดูแลผู้อื่น และแบ่งปันความรับผิดชอบในครอบครัว ไม่ใช่ในฐานะ “บทบาทของหญิง” หรือ “บทบาทของชาย” แต่ในฐานะ “หน้าที่ของสมาชิกในสังคม” ที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ หลักสูตรเชิงเพศวิถีศึกษาแบบรอบด้าน (Comprehensive Sexuality Education) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลอาจเป็นกรอบหนึ่งที่นำมาปรับใช้ได้

ควบคู่ไปกับระบบการศึกษา การสื่อสารสาธารณะมีบทบาทสำคัญในการสื่อความหมายใหม่เกี่ยวกับงานบ้านและงานดูแลให้กับสังคม รัฐสามารถร่วมมือกับภาคสื่อ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ในการสร้างเนื้อหาและภาพจำที่ไม่ตอกย้ำบทบาทเพศแบบเดิม เช่น การผลิตละคร ภาพยนตร์ หรือโฆษณาที่แสดงให้เห็นภาพครอบครัวที่แบ่งงานบ้านร่วมกันระหว่างสมาชิกทุกเพศ รวมถึงการเชิดชูต้นแบบชายดูแลลูกหรือทำงานบ้านอย่างเปิดเผย เพื่อเป็นการทำลายอคติและลดแรงต้านต่อบทบาทใหม่ของผู้ชายในการเป็น “ผู้ดูแล”

ในการขับเคลื่อนนโยบายที่มุ่งสร้างความเสมอภาคทางเพศผ่านการรับรองคุณค่าของงานบ้านและงานดูแล ควรมีกลไกติดตามและประเมินผลเพื่อให้มั่นใจว่านโยบายดังกล่าวสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับพื้นที่และเกิดผลเป็นรูปธรรม การกำหนดตัวชี้วัดเฉพาะด้านงานบ้านและงานดูแลที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเพศในครัวเรือนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่น สัดส่วนเวลาที่ผู้หญิงและผู้ชายใช้ทำงานดูแลโดยไม่รับค่าจ้างในแต่ละวัน หรือสัดส่วนของแรงงานทำงานบ้านที่เข้าสู่ระบบประกันสังคม นอกจากนี้ ภาครัฐควรจัดตั้งคณะกรรมการติดตามและทบทวนนโยบายด้านการคุ้มครองแรงงานนอกระบบที่มีมิติทางเพศอย่างชัดเจน โดยมีหน่วยงานกลางรับผิดชอบร่วมกับภาควิชาการและภาคประชาสังคมเพื่อรายงานผลต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ

แรงงานที่ทำงานบ้านและงานดูแล ควรได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีสิทธิมีเสียงในนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและแรงงานของตนเอง รัฐจึงควรจัดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดเวทีปรึกษาหารือกับแรงงานทำงานบ้านในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ การสนับสนุนเครือข่ายแรงงานนอกระบบให้สามารถเสนอแนวนโยบายต่อรัฐได้โดยตรง หรือการสนับสนุนกลุ่มแรงงานหญิงให้เข้าถึงทรัพยากรความรู้และเครื่องมือทางกฎหมาย เพื่อเสริมพลังอำนาจในการเจรจาต่อรองทั้งในที่ทำงานและในครัวเรือน

นอกจากนี้ นโยบายทั้งหมดควรตั้งอยู่บนกรอบของพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) ซึ่งในข้อ 5 และข้อ 11 ได้ระบุถึงหน้าที่ของรัฐในการเปลี่ยนแปลงแบบแผนของบทบาททางเพศในครอบครัว และรับรองสิทธิในการทำงานของผู้หญิงอย่างเท่าเทียม ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 5 บรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรีและเด็กหญิงทุกคน

ความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดการบูรณาการระหว่างนโยบาย วัฒนธรรม การศึกษา และการสื่อสารสาธารณะ หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องมีบทบาทมากกว่าการสนับสนุนเชิงสัญลักษณ์ เช่น การจัดกิจกรรมวันครอบครัว แต่ควรเป็นผู้ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติผ่านระบบการเรียนรู้และการสื่อสารที่สม่ำเสมอทั่วประเทศ ในระยะยาว ความเสมอภาคทางเพศจะไม่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านกฎหมายแรงงาน การออกแบบสวัสดิการ ระบบการศึกษา และทัศนคติของรัฐในการให้คุณค่ากับแรงงานทุกประเภท โดยเฉพาะงานที่เคยถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงหน้าที่ในบ้าน

ความเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้น หากสังคมยังมองว่างานบางอย่างเป็นหน้าที่โดยกำเนิดของเพศใดเพศหนึ่ง การซักผ้า การดูแลบ้าน หรือการจัดการความสะอาดในชีวิตประจำวัน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของแต่ละครอบครัว แต่คือพื้นที่ของโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ในระดับวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะ

การจัดการความไม่เท่าเทียมที่แฝงอยู่ในงานบ้านต้องไม่หยุดอยู่ที่การรณรงค์เปลี่ยนทัศนคติ แต่ต้องเคลื่อนผ่านไปสู่ระบบแรงงาน กฎหมาย และการออกแบบสวัสดิการที่ยอมรับคุณค่าของแรงงานในบ้านอย่างแท้จริง แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงลดช่องว่างทางเพศ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงงานที่มีคุณค่า ลดภาระซ้ำซ้อน และขยับบทบาทจากผู้แบกรับภาระที่มองไม่เห็น ไปสู่ผู้มีสิทธิเข้าร่วมในระบบเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐ

เมื่อบ้านไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวที่ตัดขาดจากสาธารณะ งานบ้านก็ไม่ควรถูกปล่อยให้ไร้เสียงในนโยบายสาธารณะ การรับรู้คุณค่าของแรงงานในบ้านจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งแต่เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของความเสมอภาคทางเพศในสังคมโดยรวม

กองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

เอกสารอ้างอิง

European Institute for Gender Equality. (2021). Gender differences on household chores entrenched from childhood. Retrieved from https://eige.europa.eu/publications-resources/toolkits-guides/gender-equality-index-2021-report/gender-differences-household-chores?language_content_entity=en

European Institute for Gender Equality. (2021). Unpaid care workloads and social isolation affect well-being. Retrieved from https://eige.europa.eu/publications-resources/toolkits-guides/gender-equality-index-2021-report/unpaid-care-workloads-and-social-isolation-affect-well-being?language_content_entity=en

Hfocus. (2562). รณรงค์ ‘งานบ้านเป็นของทุกคน ทำได้ทุกเพศ’ สร้างความเสมอภาค ลดรุนแรงในครอบครัว. สืบค้นจาก https://www.hfocus.org/content/2019/12/18192

IMF Connect. (2019). Capacity Development: Building Institutions and Beyond. Retrieved from https://www.imfconnect.org/content/imf/en/annual-meetings/calendar/open/2019/04/10/capacity_developmentbuildinginstitutionsandbeyond_138062.html?display=none

Josephine Mylan and Dale Southerton. (2018). The Social Ordering of an Everyday Practice: The Case of Laundry. Sociology, 52(6), 1134–1151. https://www.jstor.org/stable/26558758

Natetida Bunnag. (2564). การทำงานบ้านควรคิดเป็นเงินมูลค่าเท่าไร ? เมื่อผู้หญิงทั่วโลกยังคงเป็นฝ่ายรับผิดชอบงานส่วนใหญ่ในบ้าน. สืบค้นจาก https://www.sdgmove.com/2021/03/09/gender-inequality-domestic-care/

Praewpan Sirilurt. (2566). ILO ชี้นโยบายคุ้มครองทางสังคมไทย ยังไม่ครอบคลุมถึง แรงงานทำ ‘งานบ้าน’. สืบค้นจาก https://www.sdgmove.com/2023/07/11/ilo-domestic-workers-thailand/

UN Women. (2017). Gender Equality & Water, Sanitation and Hygiene. Retrieved from https://www.unwomen.org/sites/default/files/Headquarters/Attachments/Sections/News%20and%20events/Stories/2018/Expert-Group-Meeting-on-gender-equality-and-water-sanitation-and-hygiene-Report-2017-12-en.pdf

UNDP. (2023). Thai Women’s Unpaid Care and Domestic Work and the Impact on Decent Employment. Retrieved from https://www.undp.org/thailand/publications/thai-womens-unpaid-care-and-domestic-work-and-impact-decent-employment

WHO. (2023). Women and girls bear brunt of water and sanitation crisis – new UNICEF-WHO report. Retrieved from https://www.who.int/news/item/06-07-2023-women-and-girls-bear-brunt-of-water-and-sanitation-crisis—new-unicef-who-report

WHO. (2025). Health inequities are shortening lives by decades. Retrieved from https://www.who.int/news/item/06-05-2025-health-inequities-are-shortening-lives-by-decades

World Bank. (2019).  Water Supply, Sanitation, and Hygiene (WASH) Poverty Diagnostic Initiative. Retrieved from https://www.worldbank.org/en/topic/water/publication/wash-poverty-diagnostic

ร่องรอยความเหลื่อมล้ำ งานบ้าน แรงงานข้ามชาติ และความเสมอภาคทางเพศในสังคม
ดาวน์โหลด
กลับหน้าข่าวสารและบทความ