การค้ามนุษย์ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีการ รูปแบบ และขอบเขตของอาชญากรรมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้เคลื่อนไหวแบบกระจัดกระจาย ดำเนินงานด้วยโครงสร้างและระบบที่เป็นแบบแผนมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ขยายตัวอย่างเงียบงัน และยากจะรับมือด้วยมาตรการแบบเดิม บทความนี้ชวนสำรวจว่า การค้ามนุษย์ในปัจจุบันมีลักษณะเป็นระบบมากเพียงใด ใครคือกลุ่มที่ตกเป็นผู้เสียหาย และเรารับมือกับความซับซ้อนนี้ได้อย่างไร โดยอ้างอิงจากรายงาน The 2024 UNODC Global Report on Trafficking in Persons และการรณรงค์ในวันต่อต้านการค้ามนุษย์สากลไม่เพียงนำเสนอข้อมูลเชิงสถิติ แต่แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างของอาชญากรรมที่ฝังตัวอยู่ในเศรษฐกิจ สังคม และช่องว่างของระบบที่ยังจัดการได้ไม่ทั่วถึง
เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น กลุ่มอาชญากรรมก็ปรับกลยุทธ์ได้รวดเร็วเช่นกัน ทั้งในแง่ของวิธีการ ช่องทาง และเทคโนโลยีที่ใช้ ความพยายามในการป้องกันและปราบปรามจึงต้องไม่หยุดอยู่กับที่ เพราะหากไม่เข้าใจระบบที่อยู่เบื้องหลัง การตอบสนองก็จะยังคงล่าช้าและไม่ตรงเป้า การมองเห็นโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลัง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง
วันต่อต้านการค้ามนุษย์สากล ปี 2025 กับการรณรงค์หยุดการค้ามนุษย์ที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ
เนื่องในวันที่ 30 กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันต่อต้านการค้ามนุษย์สากล ประเทศไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ระดับโลก เพื่อย้ำเตือนถึงความรุนแรงของปัญหานี้และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนตระหนักและมีส่วนร่วมในการแก้ไขอย่างยั่งยืน โดยในปี 2025 ธีมหลักของวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์คือ “การค้ามนุษย์เป็นอาชญากรรมที่มีการจัดการเป็นระบบ – ยุติการแสวงหาประโยชน์” (Human trafficking is Organized Crime – End the Exploitation) ซึ่งเน้นย้ำว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพียงการกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการที่มีโครงสร้างชัดเจน มีการวางแผน มีระบบ และดำเนินงานโดยเครือข่ายที่จัดตั้งขึ้นคล้ายองค์กรธุรกิจ ซึ่งทำให้การป้องกันและปราบปรามเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น
ข้อมูลจาก United Nations Office on Drugs and Crime ระบุว่า การค้ามนุษย์ยังคงเป็นปัญหาระดับโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระหว่างปี 2020 ถึง 2023 มีผู้ถูกระบุว่าเป็นผู้เสียหายมากกว่า 200,000 คนทั่วโลก ซึ่งถือเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ได้รับผลกระทบที่คาดว่ายังไม่ได้รับการรายงาน ความซับซ้อนของปัญหานี้เกิดจากกลุ่มอาชญากรที่ใช้วิธีการ ตั้งแต่กระแสการย้ายถิ่นฐาน ช่องว่างในระบบกฎหมายและเศรษฐกิจ ไปจนถึงการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในกระบวนการล่อลวงและบังคับผู้เสียหายให้ตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ ผ่านการบังคับใช้แรงงาน การแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ไปจนถึงการบังคับให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ และการลักลอบขนยาเสพติด เพื่อที่จะต่อกรกับเครือข่ายที่มีการปรับตัวและพัฒนาอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มแข็งทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การสืบสวนเชิงรุก และการประสานงานร่วมกันระหว่างประเทศ รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ นอกจากนี้ การสนับสนุนผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์ต้องวางอยู่บนหลักการที่ให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง โดยจัดระบบการคุ้มครอง สนับสนุน ให้พวกเขาเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริง
สถานการณ์การค้ามนุษย์ทั่วโลกสะท้อนความเปราะบางและความไม่เท่าเทียมที่ยังคงดำเนินต่อไป
จากรายงาน The 2024 UNODC Global Report on Trafficking in Persons โดย United Nations Office on Drugs and Crime ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้กรอบแผนปฏิบัติการระดับโลกเพื่อยุติการค้ามนุษย์ของสหประชาชาติที่เริ่มตั้งแต่ปี 2010 รายงานฉบับนี้ถือเป็นครั้งที่ 8 ที่นำเสนอภาพรวมของสถานการณ์การค้ามนุษย์ทั้งในระดับโลก ภูมิภาค และประเทศ ครอบคลุม 156 ประเทศ พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มการตรวจพบคดีและการดำเนินคดีระหว่างปี 2019 – 2023 โดยเนื้อหาของรายงานฉบับนี้กลับชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวลในหลายด้าน พร้อมทั้งสะท้อนถึงความท้าทายของกลไกยุติธรรมที่ยังตามไม่ทันรูปแบบอาชญากรรมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์กลับมาเพิ่มขึ้นหลังการระบาดใหญ่
จำนวนผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ตรวจพบทั่วโลกเพิ่มขึ้น 25% ในปี 2022 เมื่อเทียบกับปี 2019 และเพิ่มขึ้น 43% จากปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่จำนวนการตรวจพบลดลงอย่างรวดเร็วจากผลกระทบของการระบาดโควิด-19 แนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2023 ยังคงปรากฏชัด โดยเฉพาะในภูมิภาคแอฟริกาใต้สะฮารา อเมริกาเหนือ และยุโรปตะวันตก ในขณะที่อเมริกาใต้ ยุโรปตะวันออก เอเชียกลาง เอเชียตะวันออก และตะวันออกกลาง ยังคงมีการตรวจพบต่ำกว่าระดับก่อนโควิด

ที่มา : UNODC (2024)
ผู้หญิงและเด็กหญิงยังคงเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด
การตรวจพบเด็กที่เป็นผู้เสียหายเพิ่มขึ้น 31% ในปี 2022 เมื่อเทียบกับปี 2019 โดยเฉพาะในกลุ่ม เด็กหญิงที่เพิ่มขึ้นถึง 38% สถานการณ์นี้ปรากฏชัดในหลากหลายภูมิภาค ทั้งอเมริกา ยุโรป เอเชียตะวันออก และแอฟริกาเหนือ โดยเด็กที่ไม่มีผู้ดูแลหรือแยกจากผู้ดูแลตกอยู่ในความเสี่ยงสูง เด็กหญิงส่วนใหญ่ 60% ถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ในขณะที่เด็กชาย 45% ถูกบังคับใช้แรงงาน และ 47% ถูกแสวงหาประโยชน์รูปแบบอื่น เช่น ถูกบังคับให้ก่ออาชญากรรมหรือขอทาน
นอกจากนี้ พบว่า ในปี 2022 ผู้หญิงและเด็กหญิงคิดเป็น 61% ของผู้เสียหายที่ตรวจพบทั่วโลก โดยเฉพาะผู้หญิงผู้ใหญ่ 39% และเด็กหญิง 22% ผู้เสียหายหญิงเหล่านี้จำนวนมากถูกบังคับแสวงหาประโยชน์ทางเพศ แต่จำนวนไม่น้อยยังถูกใช้แรงงาน โดยเฉพาะในงานบ้าน รวมทั้งถูกบังคับให้แต่งงานหรือก่ออาชญากรรม

ที่มา : UNODC (2024)
การบังคับใช้แรงงานกลายเป็นรูปแบบการค้ามนุษย์หลัก
ระหว่างปี 2019 – 2022 ผู้เสียหายที่ถูกบังคับใช้แรงงานเพิ่มขึ้น 47% โดยในปี 2022 สัดส่วนของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ถูกใช้แรงงานอยู่ที่ 42% ซึ่งสูงกว่าการแสวงหาประโยชน์ทางเพศที่อยู่ที่ 36% ซึ่งเคยเป็นรูปแบบหลักในอดีต แม้แนวโน้มนี้จะเปลี่ยนไป แต่การดำเนินคดีทั่วโลกยังให้ความสำคัญกับคดีทางเพศมากกว่า โดยมีเพียง 17% ของคำพิพากษาในปี 2022 ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ เทียบกับ 72% ที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ความล่าช้าและความซับซ้อนในกระบวนการยุติธรรมยังเป็นอุปสรรคสำคัญ

ที่มา : UNODC (2024)
เครือข่ายอาชญากรรมคือผู้เล่นหลักของการค้ามนุษย์
จากการวิเคราะห์คดีในศาลจำนวน 942 คดี ผู้กระทำผิด 3,121 ราย ในคดีเหล่านี้74% เป็นเครือข่ายอาชญากรรมที่มีโครงสร้างที่ดำเนินงานในลักษณะธุรกิจหรือมีโครงสร้างที่ฝังรากในท้องถิ่น ในขณะที่กลุ่มอาชญากรรมที่ไม่เป็นระบบมีสัดส่วนเพียง 26% สะท้อนว่าอาชญากรรมนี้มักดำเนินการโดยกลุ่มที่มีการจัดการเป็นระบบ
แอฟริกาเป็นภูมิภาคต้นทางสำคัญของการค้ามนุษย์ข้ามชาติ
ในปี 2022 พบว่า มีผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ 162 สัญชาติถูกตรวจพบใน 128 ประเทศ โดย 31% เป็นชาวแอฟริกัน ทำให้แอฟริกากลายเป็นภูมิภาคต้นทางที่สำคัญที่สุดของการค้ามนุษย์ข้ามแดน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังยุโรปและตะวันออกกลาง ในขณะที่ผู้เสียหายจากเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ปรากฏในทุกภูมิภาค สะท้อนถึงความเชื่อมโยงระดับโลกของกระบวนการนี้
ความเปราะบางจากความขัดแย้ง
และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซ้ำเติมปัญหาในแอฟริกา
การพลัดถิ่นจากสงคราม ความขัดแย้ง และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นปัจจัยเร่งทำให้ประชากรในแอฟริกาตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์มากยิ่งขึ้น แม้หลายประเทศในทวีปนี้จะพยายามอย่างต่อเนื่องผ่านการออกกฎหมายและการดำเนินคดี แต่การบังคับใช้กฎหมายยังคงจำกัดอยู่ที่ผู้กระทำผิดรายบุคคล ไม่ได้เข้าถึงระดับเครือข่ายข้ามชาติที่เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก

ที่มา : UNODC (2024)
รายงานฉบับนี้ได้สะท้อนให้เห็นภาพรวมล่าสุดของสถานการณ์การค้ามนุษย์ในระดับโลกที่เผชิญกับแรงกดดันจากโรคระบาด ภูมิรัฐศาสตร์ และความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสถิติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในหลายภูมิภาค และชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมที่ตอบสนองได้ไม่ทัน และรูปแบบอาชญากรรมที่พัฒนาไปไกลกว่ากลไกของรัฐจะควบคุมได้ทัน
ซึ่งในภาพรวม การค้ามนุษย์ยังคงเป็นอาชญากรรมที่เกาะกินโครงสร้างของความเปราะบางในระดับโลก การเพิ่มขึ้นของผู้เสียหายในกลุ่มเด็ก ผู้หญิง และแรงงานไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนปฏิสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ เศรษฐกิจ และความไม่มั่นคงที่แผ่กว้างและฝังลึกอยู่ในระบบอย่างยาวนาน รายงานฉบับนี้จึงทำหน้าที่มากกว่าการรวบรวมข้อมูล แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าการค้ามนุษย์ไม่ใช่เพียงปัญหาทางกฎหมาย หากแต่เป็นบททดสอบของศีลธรรม ความเป็นธรรม และเจตจำนงร่วมของมนุษยชาติ
เมื่อความพยายามต้องเดินหน้าต่อ การปฏิรูปโครงสร้างเพื่อยุติการค้ามนุษย์ในไทย
ในปี 2024 ประเทศไทยยังคงได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Tier 2 เป็นปีที่สามติดต่อกัน ตามการจัดอันดับในรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2024 (Trafficking in Persons Report: TIP Report) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แม้ยังไม่สามารถขยับขึ้นสู่ Tier 1 ได้ แต่เนื้อหารายงานกลับสะท้อนความพยายามที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของรัฐไทยในการปรับปรุงและเร่งรัดมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพัฒนาการที่น่าสนใจหลายประการ เช่น การเพิ่มจำนวนการสืบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผิด การระบุตัวผู้เสียหายจากแรงงานบังคับและขบวนการค้ามนุษย์ได้มากขึ้น การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการเพิ่มการชดเชยให้กับผู้เสียหายผ่านคำสั่งศาล สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงระบบที่เริ่มเข้มแข็งขึ้นในเชิงปฏิบัติ อีกทั้งยังมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงผู้เสียหายจำนวน 13 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับและคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมค้ามนุษย์
อย่างไรก็ตาม รายงาน Trafficking in Persons Report 2024 ยังคงสะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับปรุง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสัมภาษณ์ผู้เสียหายยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ส่งผลให้มีผู้เสียหายจำนวนมากจากการค้ามนุษย์ไม่ได้รับการระบุตัวหรือเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองอย่างเหมาะสม
ประเด็นสำคัญที่รายงานระบุชัด คือ ความล้มเหลวในการระบุและคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นผู้เสียหายจากขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมักบังคับให้ผู้เสียหายกระทำความผิดในรูปแบบที่ซับซ้อน โดยผู้เสียหายส่วนหนึ่งเป็นพลเมืองไทยและอีกจำนวนไม่น้อยเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศโดยปราศจากสถานะทางกฎหมาย แม้บุคคลเหล่านี้จะแสดงสัญญาณว่าอาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แต่เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากกลับไม่ได้ระบุสถานะของพวกเขาอย่างถูกต้อง กลับกัน หลายคนถูกควบคุมตัวในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและถูกดำเนินคดีในฐานะผู้กระทำผิด ทั้งที่การกระทำเหล่านั้นเป็นผลโดยตรงจากการถูกแสวงประโยชน์
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือ ข้อกำหนดทางกฎหมายที่กำหนดให้ผู้เสียหายต่างชาติจะต้องพำนักอยู่ในสถานพักพิงตลอดกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากเลือกที่จะไม่รายงานเหตุการณ์หรือปฏิเสธที่จะเป็นพยานในกระบวนการยุติธรรม ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายขาดพยานหลักฐานที่จำเป็น
ในระดับพื้นที่ บริการของรัฐที่มีต่อผู้เสียหายยังคงมีความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน ทั้งในด้านคุณภาพและการเข้าถึง ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนากลไกที่มีมาตรฐานและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ปัญหาการทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่บางราย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ก็ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญและขัดขวางเป้าหมายในการขจัดการค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน
รายงานยังเสนอแนะแนวทางที่ไทยควรพิจารณาปรับใช้เพื่อยกระดับการต่อต้านการค้ามนุษย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะต้องเดินหน้าในประเด็นที่ยังเป็นจุดอ่อน โดยเฉพาะการสืบสวนเชิงรุกและการเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ พร้อมลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสม ซึ่งรวมถึงโทษจำคุกระยะยาว เพื่อยับยั้งการกระทำผิดในระดับโครงสร้าง
หนึ่งในประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การระบุและคุ้มครองผู้เสียหายที่เดินทางผ่านประเทศหลังจากถูกบังคับใช้แรงงานในกิจการหลอกลวงออนไลน์ ข้อเสนอแนะจึงชี้ว่า ไทยควรยุติการปฏิบัติเช่นนี้และรับรองว่าผู้เสียหายจะไม่ถูกลงโทษจากการกระทำผิดที่เกิดจากการถูกค้ามนุษย์
- ในระดับนโยบาย กลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) และ ระยะเวลาไตร่ตรอง (Reflection Period) ควรถูกนำมาใช้ในทุกจังหวัดอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดศูนย์คัดแยกผู้เสียหายที่ดำเนินการได้จริง การคัดกรองและให้ความช่วยเหลือควรยึดหลัก “ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง” และคำนึงถึงบาดแผลทางใจในทุกขั้นตอน ซึ่งควรมีตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมในทีมสหวิชาชีพ
- ในภาคปฏิบัติ รายงานยังเน้นว่า ไทยควรใช้เทคโนโลยีเพื่อลดช่องทางการแสวงประโยชน์ เช่น การจ่ายค่าจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการห้ามขนถ่ายแรงงานกลางทะเล พร้อมทั้งปรับแบบฟอร์มการคัดกรองระหว่างกระทรวงแรงงานและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้เป็นมาตรฐานเดียว และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่แนวหน้าให้เข้าใจการใช้งานอย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ ยังควรเพิ่มการใช้ล่ามในสถานพักพิงและศาล และเปิดเสรีให้ผู้เสียหายเดินทางเข้าออกสถานพักพิงได้โดยเฉพาะผู้ใหญ่ พร้อมทั้งให้เข้าถึงเครื่องมือสื่อสารได้อย่างต่อเนื่อง สถานพักพิงเองต้องพัฒนาให้มีแนวทางดูแลเฉพาะรายและคำนึงถึงสุขภาพจิตอย่างแท้จริง รวมถึงสนับสนุนให้องค์กรที่ไม่ใช่รัฐมีบทบาทในการจัดตั้งสถานพักพิงได้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล
ประการสุดท้าย รายงานยังเน้นว่า ประเทศไทยต้องสืบสวนการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างจริงจังและส่งต่อข้อมูลกรณีต้องสงสัยการค้ามนุษย์อย่างเป็นระบบระหว่างหน่วยงาน เพื่อปิดช่องโหว่ของการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมทั้งสร้างความตระหนักแก่เจ้าหน้าที่ให้รู้เท่าทันสัญญาณของการค้ามนุษย์ที่อาจซ่อนอยู่หลังคำว่า “แรงงาน”
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการแก้ปัญหาเชิงระบบ แม้การอยู่ใน Tier 2 จะยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่ก็สะท้อนถึงการเริ่มต้นที่สำคัญ เป็นแรงกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ต้องขับเคลื่อนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับความซับซ้อนของปัญหา และตอบสนองต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปของอาชญากรรมข้ามชาติ การเปลี่ยนผ่านจากความพยายามเชิงรับสู่การขับเคลื่อนเชิงรุก คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่จะทำให้ประเทศไทยไม่เพียงบรรลุผลในเชิงการจัดอันดับระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นหลักประกันถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และระบบยุติธรรมที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สารจากนายกรัฐมนตรีและเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการต่อต้านการค้ามนุษย์
เนื่องในโอกาสวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2025 นายกรัฐมนตรีของไทยได้กล่าว ถ้อยแถลงที่ย้ำถึงความร้ายแรงของปัญหาการค้ามนุษย์ว่าเป็นภัยต่อสิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลไทยตระหนักถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้ประกาศให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันของสังคมไทยในการยุติการแสวงหาประโยชน์บนความทุกข์ทรมานของผู้อื่น
ในสารของนายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงเจตนารมณ์ในการยกระดับการดำเนินงานต่อต้านการค้ามนุษย์ในทุกมิติ ซึ่งรวมถึงการให้ความสำคัญกับบทบาทของภาครัฐ ภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนอาสาสมัครในการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย เพื่อคุ้มครองผู้เสียหายและรื้อรากอาชญากรรมที่แฝงตัวอยู่ในรูปแบบของขบวนการค้ามนุษย์ สาระสำคัญจากถ้อยแถลงของผู้นำประเทศในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเน้นย้ำถึงปัญหา แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการเดินหน้าอย่างจริงจังต่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ในทุกมิติ
ในปี 2025 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหน่วยงานประสานงานกลางระดับประเทศในการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของไทย ได้จัดงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างพลังร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ ภาคประชาชน องค์กรเอกชน และนานาชาติ ในการหยุดยั้งอาชญากรรมอันร้ายแรงนี้ให้หมดสิ้น (Zero Tolerance) ไปจากประเทศไทย
กิจกรรมในปีนี้ได้มีเวทีวิชาการในหัวข้อ “Technology-Facilitated Human Trafficking” ที่เปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้นในยุคดิจิทัล พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงแนวทางการรับมือที่ครอบคลุมและทันต่อสถานการณ์จริง ตลอดจนมีการเปิดโอกาสให้สังคมไทยได้ร่วมยกย่องบุคคลและหน่วยงานต้นแบบที่ทุ่มเททำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการขยายผลและสร้างแบบอย่างที่เข้มแข็งในระดับพื้นที่
อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือการจัดนิทรรศการที่นำเสนอผลงานตามแนวทาง 3P ได้แก่ การป้องกัน (Prevention) การคุ้มครองผู้เสียหาย (Protection) และการดำเนินคดีผู้กระทำผิด (Prosecution) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการดำเนินงานของประเทศไทยในเชิงระบบ ทั้งในแง่ของนโยบาย กลไกการทำงานแบบบูรณาการ และความร่วมมือกับนานาชาติ
ในปีนี้ยังมีการหยิบยกประเด็นอาชญากรรมไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์มานำเสนอ โดยเฉพาะรูปแบบการหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียหายจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยเหตุนี้ กระทรวง พม. จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับวิธีการทำงานให้เท่าทันภัยคุกคามยุคใหม่ และการทำงานเชิงรุกโดยใช้กลไก “ทีมสหวิชาชีพ” ในการคัดแยก คัดกรอง และดูแลผู้เสียหายอย่างเหมาะสม การรณรงค์ในปีนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจเชิงลึกในหมู่ประชาชน โดยเชิญชวนให้เห็นว่าการค้ามนุษย์ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของสังคมส่วนรวมที่ต้องอาศัยพลังร่วมในการเฝ้าระวังและยับยั้งการเอารัดเอาเปรียบในทุกรูปแบบ
ภายใต้เจตนารมณ์ดังกล่าว งานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2025 จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมประจำปี แต่เป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยย้ำเตือนถึงพันธกิจร่วมของทุกคนในการร่วมปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และร่วมสร้างสังคมที่ปลอดจากการค้ามนุษย์อย่างแท้จริง
บทสรุป ก้าวต่อไปโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ยุติการค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน
การยุติการค้ามนุษย์ในวันนี้ไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการจัดการกับอาชญากรรมในเชิงลงโทษ แต่ต้องก้าวไปสู่การออกแบบระบบที่สามารถป้องกัน คุ้มครอง และตอบสนองต่อความซับซ้อนของอาชญากรรมที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ซึ่งความซับซ้อนของเครือข่ายค้ามนุษย์ในปัจจุบันได้ท้าทายขีดความสามารถของกลไกรัฐและกระบวนการยุติธรรม จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงทั้งในระดับนโยบาย โครงสร้าง และการดำเนินงานในพื้นที่
แม้ประเทศไทยจะมีพัฒนาการหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังคงมีข้อท้าทายสำคัญที่สะท้อนถึงโครงสร้างที่ต้องทบทวน โดยเฉพาะในประเด็นการสัมภาษณ์และการระบุตัวผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งยังไม่สามารถครอบคลุมความเป็นจริงของบริบทใหม่ ๆ เช่น กรณีผู้ถูกหลอกลวงไปทำงานผิดกฎหมายในต่างประเทศซึ่งไม่ถูกรับรองสถานะว่าเป็นผู้เสียหาย ทั้งที่การกระทำผิดเหล่านั้นเกิดขึ้นจากการถูกแสวงหาประโยชน์โดยตรง ในขณะที่การบังคับใช้กฎหมายในหลายกรณียังไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ทำให้มาตรการช่วยเหลือขาดความเข้าใจและไม่ตอบโจทย์ปัญหาความจำเป็นเร่งด่วนจึงอยู่ที่การปรับวิธีคิดและกลไกให้มุ่งเน้น “ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง” ตั้งแต่การคัดแยก คุ้มครอง จนถึงการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมตรวจสอบหรือร่วมดำเนินการ เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดเป็นธรรมมากขึ้น
ตลอดจนการพัฒนากลไกที่มีประสิทธิภาพยังต้องไม่ละเลยต่อการลงทุนระยะยาวในเรื่องคุณภาพของเจ้าหน้าที่ด่านหน้า การใช้งานเทคโนโลยีให้เท่าทันกับรูปแบบการแสวงหาประโยชน์ใหม่ การสื่อสารข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ และการลดการบังคับควบคุมผู้เสียหายให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่สร้างความรู้สึกเป็นผู้กระทำผิดมากกว่าผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้รวมถึงการเปิดเสรีให้ผู้เสียหายสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐาน เครื่องมือสื่อสาร และการดูแลที่คำนึงถึงสุขภาวะทางจิตใจ
ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานจะไร้ความหมายหากขาดเป้าหมายร่วมในการขจัดโครงสร้างที่ผลิตซ้ำการแสวงหาผลประโยชน์ รายงาน Trafficking in Persons Report 2024 ได้ให้คำแนะนำที่ชัดเจนถึงจุดที่ไทยต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้สามารถก้าวข้ามจาก Tier 2 ไปสู่ Tier 1 ได้อย่างมั่นคง นั่นคือการผลักดันกลไกการส่งต่อระดับชาติให้เกิดผลจริงในทุกพื้นที่ สร้างระบบคัดกรองที่ไว้วางใจได้ และดำเนินคดีผู้กระทำผิดโดยไม่ยกเว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐเอง
เมื่อปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง การตอบสนองก็ต้องไม่ดำเนินไปโดยลำพังเช่นกัน ความเชื่อมโยงของข้อมูล ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้เสียหาย คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กลไกมีประสิทธิภาพและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของสังคม เศรษฐกิจและเทคโนโลยี มาตรการที่ยืดหยุ่น และระบบที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน จึงเป็นรากฐานสำคัญของระบบที่พร้อมจะป้องกัน คุ้มครอง เคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคนอย่างแท้จริง
กองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เอกสารอ้างอิง
Compassion International. (2024). World Day Against Trafficking in Persons. Retrieved from https://www.compassion.com/world-days/world-day-against-trafficking-in-persons.htm
United Nations Office on Drugs and Crime. (2024). The 2024 UNODC Global Report on Trafficking in Persons. Retrieved from https://www.unodc.org/unodc/data-and-analysis/glotip.html
United Nations Office on Drugs and Crime. (2025). World Day Against Trafficking in Persons. Retrieved from https://www.unodc.org/unodc/en/endht/index.html
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กองต่อต้านการค้ามนุษย์. (2568). สาร นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2568 วันที่ 5 มิถุนายน 2568. สืบค้นจาก https://e-aht.com/startup#gallery99-1
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กองต่อต้านการค้ามนุษย์. (2568). รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ.2567. สืบค้นจาก https://e-aht.com/startup#gallery4-1
สถานทูตสหรัฐและสถานกงสุลในประเทศไทย. (2567). รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2567: ประเทศไทย. สืบค้นจาก https://th.usembassy.gov/th/our-relationship-th/official-reports-th/2024-trafficking-persons-report-thailand-th/
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี. (2568). “พม.” รณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ดึงเครือข่าย ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ขจัดปัญหาค้ามนุษย์ในไทยให้สิ้น. สืบค้นจาก https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/97172
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี. (2568). “วราวุธ” เผย 5 มิถุนายน 68 วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ปีนี้ พม. จัดใหญ่ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี. สืบค้นจาก https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/96557
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย. (2567). รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ TIP Report 2024. สืบค้นจาก https://www.thaichamber.org/news/view/87/2960/รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์-tip-report-2024–










