Goal 1Goal 2Goal 3
+14

ทบทวนหนึ่งทศวรรษ SDGs ไทย ขับเคลื่อนอย่างไรให้ ‘ยั่งยืน’ อย่างแท้จริง กับ ชล บุนนาค

ทุกวันนี้ คำว่า ‘เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน’ หรือ ‘SDGs’ (Sustainable Development Goals) คงกลายเป็นคำคุ้นหูในแวดวงด้านการพัฒนาในสังคมไทย นับตั้งแต่ปี 2015 ที่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ 193 ประเทศร่วมรับรอง ‘วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030’ ในฐานะพันธสัญญาร่วมกันเพื่อตอบโจทย์วิกฤตการณ์โลกผ่าน 17 เป้าหมายหลัก ซึ่งประเทศไทยเองก็ได้นำแนวทางดังกล่าวมาปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน

ที่ผ่านมาเรามักเห็น SDGs ปรากฏชัดในฐานะกรอบมาตรฐานระดับสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์การจัดอันดับมหาวิทยาลัย ตัวชี้วัดการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือตราสัญลักษณ์ที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์โครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชน อาจกล่าวได้ว่า SDGs ได้ผ่านตาและแทรกซึมอยู่ในหน้าสื่อและรายงานเชิงนโยบายของไทยมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม โดยเนื้อแท้แล้ว SDGs ไม่ได้เป็นเพียงการแปะป้ายรับรองความยั่งยืนเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม โจทย์ใหญ่คือจะทำอย่างไรให้เห็นว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม หรือประชาชนทั่วไป ท่ามกลางบริบทโลกที่ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์

ในวาระที่เหลือเวลาอีกเพียง 5 ปีจะถึงเส้นตายของการบรรลุเป้าหมายในปี 2030 วันโอวันสนทนากับ ผศ.ชล บุนนาค อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) ชวนทบทวนทศวรรษที่ผ่านมาของ SDGs ในไทยว่ามีประเด็นใดที่ต้องเร่งเดินหน้า และจะขับเคลื่อนองคาพยพทั้งสังคมไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริงได้อย่างไร

ประเทศไทยใช้กรอบ SDGs มาครบ 10 ปีแล้ว
ในฐานะนักวิชาการที่ทำงานประเด็นนี้มายาวนาน
อาจารย์เห็นพัฒนาการอะไรบ้างตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

เห็นความตื่นตัวและความสนใจของภาคส่วนต่างๆ ในการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนโดยใช้กรอบ SDGs ชัดขึ้นเรื่อยๆ เช่น ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยประมาณ 80 กว่าแห่งทำเรื่อง SDGs เพราะส่งผลต่อการจัดอันดับ Times Higer Education Impact Ranking  

ภาคเอกชนก็เห็นการขยับตัวอย่างเข้มข้นขึ้น ส่วนใหญ่ด้วยแรงกดดันต่างๆ เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนทุกบริษัทมีการส่งรายงานตามแบบฟอร์ม 56-1 หรือ One Report ซึ่งกำหนดให้มีการรายงานการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างชัดเจน สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ก็ขับเคลื่อน SDGs อย่างจริงจัง ด้วยแรงกดดันจากกฎระเบียบควบคุมการค้าด้วย

สำหรับภาครัฐ เราเห็นความพยายามเช่นการบรรจุเรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญ 2560 และต่อมาก็มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) ขึ้นตามมา พร้อมทั้งมีการกำหนดให้บูรณาการ SDGs เข้าไปในแผนทุกระดับร่วมกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามหลักการถือว่ายอดเยี่ยม แต่การปฏิบัติจริงอาจยังห่างไกลจากหลักการ

เราต้องแยกเป็นระดับข้าราชการและระดับการเมือง ในระดับข้าราชการ มีคนมีความรู้มาทำงานเรื่องความยั่งยืนและผลักดันหลายประเด็นมากขึ้น อย่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จากเดิมที่อาจยึดแผนหรือตัวชี้วัดเป็นหลัก ปัจจุบันเริ่มมองเชิงกลไกมากขึ้น เช่น การเงินเพื่อการพัฒนา เห็นได้ว่าภาครัฐมีความเปิดรับ ยืดหยุ่น และปรับตัวขับเคลื่อน

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของภาครัฐ เรายังไม่เห็นการพลิกโฉมการทำงาน การทำงานข้ามภาคส่วน หรือการนำหลัก SDGs ไปปฏิบัติในนโยบาย แต่เป็นการเลือกประเด็นที่ง่ายหรือสอดคล้องกับนโยบายที่มีอยู่แล้วมากกว่า

ในขณะที่ภาคการเมือง ไม่ค่อยเห็นการขับเคลื่อนมากนัก สว. ขับเคลื่อนมากกว่า สส. ด้วยซ้ำ เห็นได้จากการจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการด้าน SDGs ภายใต้คณะกรรมาธิการการต่างประเทศของวุฒิสภาตั้งแต่สมัย สว. ชุดก่อน โดยคุณสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ส่วนฝั่ง สส. ก็เห็นจะมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จากพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่สื่อสารประเด็น SDGs ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งอย่างชัดเจน

ส่วนภาคประชาสังคมนั้นมอง SDGs ในเชิงวิพากษ์ และพยายามผลักดันให้เกิดการตีความเชิงความหมายที่มิได้มาจากภาครัฐหรือทุนอย่างเดียว และเน้นไปที่นโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เป็นธรรม เมื่อเขาพยายามขับเคลื่อนในกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มพื้นที่ จึงทำให้เกิดการบูรณาการไปโดยปริยาย ดังนั้น การขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมถือว่ามีความก้าวหน้ามากเมื่อเทียบกับภาคส่วนต่างๆ

หากเจาะไปที่สถานะปัจจุบันของการบรรลุเป้าหมาย SDGs ในประเทศไทย
อาจารย์มองว่ามีความก้าวหน้าหรือถอยหลังในเป้าหมายใดบ้าง

การทำความเข้าใจเรื่องสถานะ SDGs ของประเทศไทยมีความซับซ้อน เพราะการประเมินมีหลายแหล่ง อย่าง SDGs Index ที่มักถูกอ้างถึงนั้นเป็นแค่แหล่งเดียว และข้อดีคือมีการเปรียบเทียบข้ามประเทศ มีการประเมินทุกปี และมีการจัดอันดับประเทศ แต่ตัวมันเองมีข้อจำกัด คือไม่ครอบคลุมตัวชี้วัดทั้งหมดของสหประชาชาติ และ 1 ใน 3 เป็นตัวชี้วัดที่มาทดแทน ถือได้ว่าเป็นการประเมินแบบไม่เป็นทางการ

นอกจาก SDGs Index ก็ยังมีการประเมินโดยหน่วยงานอื่นๆ ด้วย การประเมินที่สำคัญมีอีก 2 แหล่ง คือ (1) การประเมินโดยภาครัฐของไทย ซึ่งการประเมินล่าสุดเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่าง สศช. ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยใช้ข้อมูลตัวชี้วัดของหน่วยงานไทยทั้งหมดและเผยแพร่ในรายงาน Voluntary National Review (VNR) 2027 ของประเทศไทย และ (2) การประเมินโดยคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (The Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: UNESCAP) ซึ่งเป็นการประเมินโดยใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลสถิติขององค์การสหประชาชาติ ตามกรอบและเกณฑ์ตัวชี้วัดสากลทั้งหมด

ดังนั้น SDG Move จึงพยายามมอง SDGs ในลักษณะที่บูรณาการทุกมิติเข้าด้วยกัน คือประมวลว่าในแหล่งการประเมินหลายแหล่งนี้ สุดท้ายมีประเด็นอะไรบ้าง โดยเรานำมาจัดเป็น 6 ธีม ประกอบด้วย 1) ระบบเกษตรอาหารที่ไม่ยั่งยืน 2) เศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมและไม่ยั่งยืน 3) สุขภาพและสุขภาวะ 4) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) 5) ความหลากหลายทางชีวภาพ และ 6) ธรรมาภิบาล (governance)

เมื่อเรานำประเด็นเหล่านี้มาจับกลุ่มใหม่ โดยดูจากทั้งสถานะและเทรนด์ เราจะเห็นกลุ่มที่มีปัญหาที่สุดคือกลุ่มที่วิกฤตแล้ว วิกฤตอยู่ วิกฤตต่อ เช่น PM 2.5 , การถดถอยของภาคอุตสาหกรรม, ความผอมแห้งของเด็ก, คุณภาพการศึกษา, การฆ่าตัวตาย, อาหาร, สิทธิแรงงาน ประเด็นเหล่านี้นอกจากจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในเชิงภูมิภาคแล้ว ยังถดถอยอีก

กลุ่มที่รองลงมา คือวิกฤตและไม่พัฒนา เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่อนุรักษ์ การอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต ทุพโภชนาการในฝั่งน้ำหนักเกิน เหล่านี้เป็นประเด็นเย็นที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ

ต่อมาคือกลุ่มที่มีพัฒนาการในไทยดีขึ้น แต่มีแนวโน้มแย่ลงเมื่อเทียบกับภูมิภาค เช่น ผลกระทบจากภัยพิบัติ ก๊าซเรือนกระจก การหดตัวของภาคการผลิต การถดถอยและหยุดนิ่งของพลังงานหมุนเวียน

สุดท้ายคือกลุ่มที่มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับภูมิภาคแต่ไม่พัฒนาในประเทศ เช่น ปัญหาเรื่องการอุบัติของวัณโรค

ดังนั้น เห็นได้ชัดว่าประเด็นวิกฤตนั้นเชื่อมโยงกับหลายหน่วยงาน อย่างวัณโรคในหมู่แรงงานข้ามชาติและกลุ่มผู้ต้องขัง ก็เกี่ยวข้องกับทั้งกระทรวงแรงงานและกรมราชทัณฑ์ ไม่ใช่แค่กระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ฉะนั้น ประเด็นบูรณาการเป็นจุดสำคัญมากๆ

กล่าวกันว่าไทยบรรลุเป้าหมาย (goal) SDG1 (ยุติความยากจน)
และ SDG4 (การศึกษาที่มีคุณภาพ) แล้ว
อยากถามอาจารย์ว่าในความเป็นจริงเป็นอย่างไรบ้าง

ประเด็นการศึกษา ถ้าเปรียบเทียบกับอีกร้อยกว่าประเทศ เราทำได้ดีกว่าในเชิงการเข้าถึงการศึกษา แต่ในเชิงการอยู่ในระบบการศึกษา พบว่าผู้เรียนหลุดออกจากระบบเยอะ กลายเป็นความเหลื่อมล้ำเรื่องการสูญเสียการเรียนรู้ นอกจากนี้การประเมินที่ว่า SDG4 บรรลุคือ SDG Index ซึ่งยังขาดข้อมูลด้านคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นจุดอ่อนของประเทศไทย

ส่วนประเด็นความยากจนนั้น SDG Index ซึ่งประเมินว่าประเทศไทยบรรลุ SDG1 แล้วใช้ตัวชี้วัดแค่สัดส่วนประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนสากล ซึ่งสะท้อนความยากจนแบบสุดขั้ว ซึ่งแม้จะก้าวหน้าขึ้นจริง หากวัดด้วยเส้นความยากจนของประเทศไทยเองซึ่ง สศช. ทำหน้าที่ประเมิน ก็จะพบว่า ยังมีคนยากจนอยู่อีกไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น เรายังมีช่องว่างที่พัฒนาได้อีกมากในประเด็นระบบสวัสดิการ ระบบคุ้มครองทางสังคม ซึ่งตัวชี้วัดที่สะท้อนในการประเมินของ ESCAP ชี้ว่ากำลังถดถอยลง

ถ้าเรามองแค่ SDGs Index จะไม่เห็นประเด็นที่กล่าวมานี้ เพราะฟังก์ชันของมันคือการเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในโลก ในขณะที่การประเมินโดย สศช. ไม่ได้เน้นการเปรียบเทียบข้ามประเทศ แต่เปรียบเทียบปี 2015 กับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป้าหมาย

ดังนั้น สถานะความก้าวหน้าของเป้าหมาย SDGs ขึ้นอยู่กับว่าเราเปรียบเทียบกับใคร ใช้เกณฑ์ไหนเป็นฐาน

อยากให้อาจารย์ช่วยประเมินว่ากลุ่มเปราะบางถูกนำเสนอใน SDGs มากแค่ไหน อย่างไร

แม้กลุ่มเปราะบางไม่ได้ถูกเสนอผ่าน SDGs อย่างชัดเจน แต่หน่วยงานระดับโลกที่ดูแลเรื่องเหล่านี้ก็พยายามทำให้เกิดชุดตัวชี้วัดสำหรับกลุ่มเปราะบางเชื่อมโยงกับตัวชี้วัด SDGs เช่น กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children’s Fund: UNICEF) มีการเสนอชุดตัวชี้วัด SDGs 44 ตัว สำหรับเด็ก เป็นต้น

หากจะกล่าวถึงประเด็นที่โยงกับกลุ่มเปราะบางในเนื้อความของ SDGs อาจแบ่งได้เป็นสองส่วน

หนึ่ง อยู่ในตัวชี้วัด เพราะตัวชี้วัดแทบทั้งหมดจะมีส่วนที่จำแนกตามเพศ สถานะ ฯลฯ

สอง อยู่ในเป้าหมายย่อย เช่น เป้าหมาย 10.2 พูดถึงการเสริมพลังคนทุกกลุ่มให้มีเสียงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เป้าหมายที่ 1 และ 10 ครอบคลุมเรื่องสวัสดิการ เป้าหมายที่ 6, 14 และ 15 กล่าวถึงบทบาทชุมชนในการจัดการทรัพยากร เป็นต้น

ผมเคยให้มอบหมายให้นักศึกษาสำรวจว่า เป้าหมายย่อยของ SDGs แต่ละข้อให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางในระดับใด เช่น ครอบคลุมในระดับขยายโอกาส โดยที่กลุ่มเปราะบางเป็นผู้รับประโยชน์ หรือไปถึงระดับการเปลี่ยนโครงสร้างและเสริมพลังเพื่อให้กลุ่มเปราะบางมีบทบาท ปรากฏว่าเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมก้าวหน้าเรื่องนี้มาก มีการพูดถึงการให้ชุมชนมีบทบาทในการจัดการทรัพยากร แต่เป้าหมายเรื่องความเหลื่อมล้ำและความยากจน กลับมองคนยากจนเป็นแค่ผู้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐและระบบสวัสดิการเท่านั้น

อาจารย์มองว่าอุปสรรคในการขับเคลื่อน SDGs ของประเทศไทยคืออะไร

ประการแรก การขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมถือเป็นจุดบอดสำคัญ ภาคประชาสังคมถูกวางไว้ให้เป็นพาร์ตเนอร์ของหน่วยงานภาครัฐและระดับพื้นที่ แต่กลับไม่มีพื้นที่ทำนโยบาย เช่นในกลไก กพย.

ภาครัฐมักมองว่าการที่เอกชนหรือภาคประชาสังคมร้องเรียนนั้นเป็นปัญหา แต่เขากำลังร้องเรียนแทนคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังที่สุดในสังคม ดังนั้นควรจะมีวิธีการทำงานกับภาคประชาสังคมอย่างสร้างสรรค์  โอบรับทุกกลุ่มและเข้าใจเงื่อนไขของภาคประชาสังคมมากกว่านี้ เช่น ภาคประชาสังคมมีพลวัตสูงมาก ถ้าเราเลือกกรรมการมาชุดหนึ่งและให้ทำงานต่อไปเรื่อยๆ ก็อาจไม่ยืดหยุ่นพอ

ประการที่สอง ภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนแทบไม่มีแหล่งเงินทุนที่ตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนประเด็นเรื่องความยั่งยืนในพื้นที่ การใช้เงินของภาครัฐเองก็เป็นที่โต้เถียงกันในสังคมอยู่แล้ว ส่วนภาคเอกชนก็พอมีเงิน แต่กลไกการบริหารหรือการรวบรวมทุนด้านความยั่งยืนก็มีข้อจำกัด แม้จะมีกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) แต่จัดสรรให้บริษัทที่ถูกจัดว่ามีการดำเนินงานด้าน ESG ที่ดี (Environmental, Social, and Governance: สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ซึ่งมักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ส่วนบริษัทเล็กๆ ซึ่งต้องการเงินไปเพื่อขับเคลื่อนสังคมจริงๆ ไม่มีช่องทางเหล่านี้เท่าไหร่

ประการที่สาม คือเรื่องตัวชี้วัด ตัวชี้วัดในการขับเคลื่อน SDGs ไม่ได้มีหน้าที่แค่ติดตามและประเมินผล แต่มีหน้าที่ส่งสัญญาณกลับไปในระบบ คือสังคม เพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคมประเมินตนเองว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นดีแล้วและสนับสนุนความยั่งยืนของประเทศและโลกหรือไม่ ถ้าทำแล้วเห็นความก้าวหน้าก็คือมีถูกทางและทำต่อไป แต่ถ้าทำไปแล้วไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงก็ต้องปรับวิธีการทำงาน ดังนั้นต้องมีข้อมูลย้อนกลับไปในระบบ เพื่อให้ผู้คนและองค์กรในระบบวิเคราะห์และจัดการตัวเอง

ตั้งแต่เริ่มทำ SDGs จนถึงปัจจุบัน ทุกภาคส่วนถามเหมือนกันหมดว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าที่ทำไปเป็นการช่วยประเทศ อย่างบริษัทเอกชนถามว่าตนเองลดก๊าซเรือนกระจกแล้วสะท้อนในจำนวนก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงระดับประเทศหรือไม่ ก็อาจจะไม่ เพราะต้องมีการประเมิน การปรับมาตรฐานต่างๆ มากมาย ผมมองว่านี่เป็นปัญหา เพราะเมื่อข้อมูลไม่ได้ย้อนกลับมาที่ภาคส่วนนั้น เขาก็ปรับตัวไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ดังนั้น ผมคิดว่าเราควรมีตัวชี้วัดในระดับภาคส่วนที่สอดคล้องกับบริบทของเขา และภาคส่วนนั้นต้องรวมตัวกันเพื่อกำหนดเป้าหมาย แล้วร่วมกันขับเคลื่อนบรรลุเป้าหมายนั้น แล้วจึงกลับมาพิจารณาว่าเป้าหมายที่กำหนดและความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นถูกสะท้อนในตัวชี้วัดระดับโลกมากน้อยแค่ไหน

ประการที่สี่ ประเทศไทยยังตีโจทย์เรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่ค่อยชัดนัก เพราะมักมองความยั่งยืนในฐานะปัญหาที่ต้องแก้ แต่จะแก้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องเปลี่ยนระบบและทำให้กลายเป็นความปกติใหม่ (new normal)

รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับโลกฉบับปี 2023 (Global Sustainable Development Report 2023) ระบุว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนควรแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อตัว (emergence) ที่เน้นการพัฒนานวัตกรรมผ่านโครงการนำร่องและพื้นที่ทดลอง (sandbox) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ประเทศไทยมีความโดดเด่น ตามด้วยระยะเร่งตัว (acceleration) เพื่อขยายผลแนวทางแก้ไขปัญหา และระยะสุดท้ายคือการสร้างเสถียรภาพ (stabilization) เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีปฏิบัติใหม่ให้กลายเป็นมาตรฐานของสังคม

เราเป็นประเทศแห่ง sandbox แต่จะนำไปประยุกต์ให้เหมาะกับทุกที่อย่างไร ยังไม่ค่อยเห็นวิธีคิดเรื่องนี้เท่าไหร่ ถ้าเรามีวิธีคิดว่าจะเปลี่ยนจากระบบที่ไม่ยั่งยืนไปสู่ความปกติใหม่ที่ยั่งยืนได้อย่างไร ในแต่ละขั้นตอนต้องการกฎหมาย การเงิน การลงมือทำ ความรู้ ศักยภาพแบบไหน เราก็จะสามารถเชื่อมโยงและจัดสรรทรัพยากรหรือทีมที่เข้ามาขับเคลื่อนให้ชัดเจนได้

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนไม่ใช่แค่การขับเคลื่อน แต่คือการทำลายระบบที่ไม่ยั่งยืนด้วย เช่น หากระบบที่ยั่งยืนคือการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม เราต้องแก้การมีอยู่ของโรงเรียนชั้นนำที่เป็นภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำของการศึกษาด้วย หรืออย่างเรื่องระบบสุขภาพที่มีคุณภาพและทุกคนเข้าถึงได้ เราก็ต้องจัดการเรื่อง Medical Hub ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงทรัพยากรทางการแพทย์ออกจากระบบสุขภาพที่ทุกคนต้องพึ่งพา

นอกจากนี้ ตอนนี้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความไม่เป็นธรรมและไม่ยั่งยืน คือส่งผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการขยะพิษและกากอุตสาหกรรมอย่างผิดกฎหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยังไม่ลดลง ส่วนฝั่งของแรงงานก็มีช่องว่างในเรื่องการทำตามข้อบังคับขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในการรวมกลุ่ม ส่วนค่าแรงขั้นต่ำ ประกันสังคม หรือสวัสดิการที่เกี่ยวข้องก็ยังต้องการพัฒนาให้ดีขึ้นอีกมาก

ในมุมมองของอาจารย์ กลไกการสร้างขีดความสามารถและการสื่อสารความรู้เรื่อง SDGs ของไทยมีปัญหาหรือข้อจำกัดอย่างไร และเราควรปรับเปลี่ยนแนวทาง
การสื่อสารอย่างไรเพื่อให้เกิดการนำไปปฏิบัติจริงได้อย่างมีคุณภาพ

ผ่านมา 10 ปีแล้ว ยังไม่เห็นกลไกการสร้างขีดความสามารถที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐเลย ภาครัฐยังเข้าใจว่าการทำความเข้าใจเรื่องความยั่งยืนเป็นแค่การบอกว่า SDGs 17 ข้อมีอะไร ตัวชี้วัดคืออะไร โยงกับแผนของหน่วยงานอย่างไร ทั้งที่จริงๆ แล้วการเข้าใจเรื่อง SDGs ต้องใช้เวลาและมีประเด็นที่กว้างและลึกกว่าแค่การพูดถึง 17 เป้าหมาย

ในด้านการบูรณาการ SDGs ในระบบการศึกษา เห็นว่าโรงเรียนนานาชาตินำไปไกล ในขณะที่โรงเรียนกระแสหลักยังพูดถึงเรื่องนี้น้อย หรือหากจะมีการเรียนการสอนเรื่องความยั่งยืนผ่านแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ก็ควรจะขยับจากการปลูกฝังเชิงจิตสำนึกที่ประหยัด พอเพียง ไปสู่การสร้างเสริมให้ผู้คนมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตเศรษฐกิจด้วย ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังสามารถโยงไปสู่เรื่องระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือระบบสวัสดิการสังคมได้ด้วย

ในระดับมหาวิทยาลัย แม้จะมีความพยายามบูรณาการเรื่องนี้ แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการจับคู่วิชาเข้ากับเป้าหมาย SDGs อย่างผิวเผิน ซึ่งไม่เพียงพอ เพราะความจริงแล้วต้องทำความเข้าใจเรื่องการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Education for Sustainable Development) อย่างจริงจัง แนวทางการสื่อสารในการอบรมหรือบรรยายของ SDG Move จึงมักพูดเรื่อง SDGs ทีหลัง แต่จะเน้นหลักการพื้นฐานก่อน เช่น หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาที่ครอบคลุม ความสามารถในการตั้งรับปรับตัว และสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ผู้สอนเห็นภาพว่างานที่เขาทำมีคุณค่าอะไร สร้างประโยชน์อะไร แล้วจึงจะนำไปสู่การเชื่อมโยงกับ SDGs ได้

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญของการสื่อสารเรื่อง SDGs และการพัฒนาที่ยั่งยืนคือการขัดกัน/ต้องแลกกัน (trade-off) ที่เกิดขึ้นจากเป้าหมายและนโยบายการพัฒนา เช่น เป้าหมายที่ 9 ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ มีโอกาสขัดแย้งกันกับเป้าหมายด้านระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ในเป้าหมายที่ 14 ระบบนิเวศทางทะเลและ เป้าหมายที่ 15 ระบบนิเวศบนบกและน้ำจืด เราจะจัดการอย่างไร เราจะเลือกพัฒนาเพื่อคนในปัจจุบันหรือคนในอนาคต จะเลือกผู้บริโภคหรือแรงงาน หรือมีทางออกที่ทุกคนได้ประโยชน์หรือไม่ เรื่องเหล่านี้แท้จริงแล้วคือความขัดแย้งที่อยู่ที่แกนกลางของการพัฒนา เท่าที่เคยประสบมาตลอด 10 ปี ไม่มีการสื่อสารเรื่องเหล่านี้เลย กระทั่ง SDG Move ก็เพิ่งสื่อสารประเด็นเหล่านี้ในช่วงหลัง

เห็นได้ว่าเวลาที่เราจะแก้ปัญหา มักจะมีประเด็นการพิจารณาดุลยภาพ
ระหว่างผลประโยชน์ (trade-off) ในการกำหนดนโยบาย อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไร

การ trade off ถือว่าเป็นแกนกลางของความยั่งยืน เพราะประเด็นใดก็ตามที่ไม่มีการ trade off มันจบไปแล้ว แต่ประเด็นที่ยังอยู่ตอนนี้เป็นเรื่องของการ trade off ทั้งนั้น ทั้งในแง่นโยบาย พฤติกรรมของคน หรือแง่การต้องเลือกระหว่างเอาเรื่องเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อม งานวิจัยเรื่อง SDGs ในไทยมักเน้นการบรรลุเป้าหมาย การทำตามตัวชี้วัด แต่ไม่เน้นการมองประเด็นที่มีความซับซ้อน (wicked problems) และหลายเรื่องที่รัฐบาลทำก็เป็นปัญหา และสร้าง trade off ในประเด็นอื่นๆ

ประเด็นที่มีความซับซ้อนเหล่านี้ แบ่งได้เป็น 4 รูปแบบหลักๆ

หนึ่ง ปัญหาข้ามพรมแดนและระดับ (multi-level & transboundary) เช่น การจัดการน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำโขง หรือ PM2.5 ประเด็นเหล่านี้ต้องประสานงานกับหน่วยอื่นๆ ที่มีอำนาจในตัวเอง จึงทำให้แก้ปัญหาได้ยาก 

สอง ปัญหาที่มีความซ้อนทับ (intersectionality) เช่น การที่เกษตรกรยังต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยวและใช้สารเคมี ซ้อนทับกับเรื่องทุนมนุษย์ หนี้ ราคาสินค้าเกษตร หรือปัญหาเรื่อง LGBTQ+ ที่เป็นผู้ค้าบริการทางเพศ (sex worker) ก็ซับซ้อนกว่าปัญหาของ LGBTQ+ อย่างเดียวหรือ sex worker อย่างเดียว

สาม ปัญหาที่ผลกระทบเชื่อมโยงกัน (interconnectedness) เช่น หากต้องการผลักดันให้รถสันดาปภายในลดลง และรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น แรงงานร้านซ่อมรถหรือโรงงานผลิตรถยนต์ก็จะต้องสูญเสียงาน

สี่ ปัญหาที่จำเพาะกับบริบท (context-specific) เช่น การจัดการตอซังข้าวโพด เมื่ออยู่ในพื้นที่ลาดเอียง ก็จัดการได้ยากกว่า

ถามว่าจะจัดการปัญหาที่ต้องมีการ trade off อย่างไร ขอยกตัวอย่างที่อาจารย์จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute Foundation: TDRI) เคยเสนอแนะในโครงการอื่นของผมว่า การผลักดันให้ภาคเอกชนเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่ยั่งยืนมากขึ้น อาจทำได้ผ่านมาตรการภาษี เช่น เปลี่ยนเครื่องจักรใหม่แล้วได้รับการลดหย่อนภาษีเครื่องจักรหรือได้เงินอุดหนุน ดังนั้นรัฐจะต้องทำหน้าเป็นผู้อำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน ผ่านกลไกด้านการเงินการคลัง และแนวนโยบายที่สนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ ช่วยกันจัดการเรื่องปัญหาที่ซับซ้อนในพื้นที่ ซึ่งภาครัฐแก้ไขเองไม่ได้ และเรื่องนี้เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องธรรมาภิบาลหลายระดับ (multi-level governance) ซึ่งไม่ใช่เพียงการกระจายอำนาจ แต่เป็นการมองว่าต้องมีหลายศูนย์กลางในการจัดการ โดยศูนย์ที่อยู่หน้างานต้องมีอำนาจตัดสินใจในพื้นที่ แต่เมื่อใดก็ตามที่ปัญหาเกินขีดความสามารถของพื้นที่ ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานระดับที่สูงขึ้น

ก่อนหน้านี้อาจารย์กล่าวถึงเรื่องการบูรณาการ
อยากทราบว่าถ้าหากจะปรับให้แต่ละภาคส่วนบูรณาการมากขึ้น ควรทำอย่างไร

ภายใต้กลไกของ กพย. ได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) เป็นเครื่องมือในการบูรณาการนโยบาย ซึ่งแม้จะยังไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควรในระดับปฏิบัติ แต่ SEA คือกลไกสำคัญที่จะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐมองเห็นความเชื่อมโยงของผลกระทบต่อ SDGs ในมิติต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคมอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ดี การประยุกต์ใช้เครื่องมือ SEA อย่างเดียวอาจจะไม่พอ และอาจต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย

ประการแรก ต้องมีเครื่องมือสำหรับการบูรณาการ UNESCAP เคยจัดอบรมเรื่องเครื่องมือเชิงเทคนิคเป็นแบบจำลองที่เชื่อมโยงมิติต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้ทราบว่า เมื่อมีการดำเนินนโยบายด้านหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อด้านอื่นๆ อย่างไรโดยได้ผลลัพธ์เป็นการประมาณการเชิงปริมาณเลย เช่น หากสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจะช่วยให้เกิดการจ้างงานเท่าไร ส่งผลกระทบต่อด้านมลพิษ ความหลากหลายทางชีวภาพ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร เมื่อทราบข้อมูลเหล่านี้ก็จะคำนวณได้ว่าสร้างแบบไหนจึงเหมาะกับพื้นที่ เราจำเป็นต้องมีเครื่องมือแบบนี้ให้กับ สศช. และทุกกระทรวงบนฐานข้อมูลเดียวกัน สศช. ซึ่งเป็นคนประสานแผนจะได้สามารถอธิบายฉากทัศน์ได้ว่าเมื่อมีสิ่งนี้เกิดขึ้นจะส่งผลอย่างไร ถ้าสร้างแลนด์บริดจ์ เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ พื้นที่ป่าเสียไปเท่าไหร่ สิ่งแวดล้อมทะเลเสียไปเท่าไหร่ ฯลฯ ต้องเห็นภาพทั้งหมด จะได้ประเมินได้ถูกว่าต้องทำอย่างไร จะยอมแลกหรือไม่ ซึ่งถ้าตามแนวทาง SDGs ต้องไม่ยอมแลก แต่ต้องหาวิธีการจัดการให้ถูกต้อง

ประการที่สอง ต้องมีพื้นที่ไม่เป็นทางการให้หน่วยงานภาครัฐได้ปฏิสัมพันธ์กัน การประชุมที่ กพย. เป็นทางการ ไม่เอื้อให้เกิดการปรึกษาหารืออย่างตรงไปตรงมา เราต้องการเวทีที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ เราต้องทำให้เกิดการตระหนักว่าพื้นที่แบบไม่เป็นทางการจำเป็นต่อการทำงานแบบข้ามภาคส่วน และต้องจัดให้มีเวทีเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ จะเป็นการรับประทานอาหารร่วมกัน หรือการเวิร์กชอปที่มีลักษณะใช้กระบวนการการมีส่วนก็ได้

ประการสุดท้าย ปัญหาเรื่องโครงสร้างของตัวชี้วัด เพราะเป็นเรื่องที่ให้คุณให้โทษกับหน่วยงาน หากเป็นตัวชี้วัดที่กระจายไปในแต่ละหน่วยงาน ก็จะกลายเป็นว่า “ถ้าไม่ใช่งานฉัน ฉันไม่ทำ” แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อเป็นตัวชี้วัดร่วมก็กลายเป็นว่า “ฉันทำแล้วฉันได้ประโยชน์อะไร” เหล่านี้เป็นปัญหาเรื่องการร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามว่าเรายังควรพึ่งภาครัฐอยู่ไหมในการบูรณาการ ภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาเป็นตัวกลางได้หรือไม่ เพราะในทางปฏิบัติ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่มีการทำงานด้านความยั่งยืนอย่างบูรณาการ คนทำหน้าที่นี้ไม่ใช่ภาครัฐทั้งสิ้น ถ้าไม่ใช่หอการค้า ก็โครงการหลวง ภาคประชาสังคม หรือมหาวิทยาลัยซึ่งมีความยืดหยุ่นเชิงบทบาทหน้าที่ สามารถทำงานเพื่อสาธารณะได้

กล่าวได้ว่าหลายปัญหาอาจจะแก้ได้ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนที่ไม่ใช่ภาครัฐมีบทบาทมากขึ้น ซึ่งต้องไม่ใช่แค่ภาคเอกชนด้วย เพราะภาคเอกชนมีอำนาจล้นเหลืออยู่แล้ว เรากำลังพูดถึงภาควิชาการและภาคประชาสังคม ซึ่งถ้าจะเปิดพื้นที่ดังกล่าว ก็ต้องมีระบบ กฎหมาย และทรัพยากรทางการเงินที่เอื้อให้เขาได้แสดงฝีมือด้วย

อาจารย์มองว่าระบบแบบไหนที่จะเอื้อให้ภาคประชาสังคม
เข้ามาเป็นตัวกลางในการขับเคลื่อน SDGs

การมีคณะกรรมการจากภาคประชาสังคมที่มีวาระตายตัวอาจจะไม่ได้ช่วยอะไร เพราะภาคประชาสังคมมีพลวัตสูง ภาครัฐมองเรื่องของกลไกที่มีความแข็งตัว มีอำนาจหน้าที่ มีการโหวตให้ความเห็นชัดเจน แต่สุดท้ายแล้วมันอาจไม่ยืดหยุ่นพอที่จะเปิดให้คนที่หลากหลายเข้ามาร่วมงาน

ผมสนใจโมเดลของมาเลเซีย คือมีอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่ง (Prof. Denison Jayasooria) ทำแพลตฟอร์ม SDGs สำหรับองค์กรภาคประชาสังคมเรียกว่า Malaysian CSO SDG Alliance เป็นพื้นที่เปิดสำหรับการพูดคุยเรื่อง SDGs โดยมหาวิทยาลัยจะเปิดการประชุมเป็นระยะๆ ใครอยากคุยประเด็นไหนก็เข้ามา วงนี้จะทำหน้าที่รวบรวมเสียงของภาคประชาสังคมไว้

สุดท้ายแล้วโมเดลนี้บรรลุผล เพราะมันยืดหยุ่นพอที่ NGO หรือ CSO ที่มีความหลากหลายจะเข้ามาส่งเสียงและปัจจุบันแพลตฟอร์มดังกล่าวกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญของภาคประชาสังคมในการมีส่วนร่วมเชิงนโยบายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งผมคิดว่าควรใช้กลไกแบบนี้ในการทำงานกับภาคประชาสังคม เพราะอย่างในไทย กพย. ไม่ได้ประชุมมาสองปีแล้ว หากเรามีกลไกเช่นนี้ก็จะได้ไม่ต้องรอ กพย. หรือสามารถทำงานคู่ขนานกับ กพย. ได้ 

เมื่อกล่าวถึงนโยบายความยั่งยืน เช่น แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว สำหรับบริบทของประเทศไทย ดูเหมือนภาระเหล่านี้จะตกอยู่กับผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่า ในมุมมองของอาจารย์ คิดว่าควรมีแนวทางการออกแบบนโยบายอย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่สร้างภาระให้แก่กลุ่มคนตัวเล็กจนเกินไป

ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืน ถ้าพูดถึงในระดับบริษัท อาจต้องดำเนินการแบบแยกระดับชั้น บริษัทใหญ่เป็นผู้สร้างมลพิษมหาศาลอยู่แล้ว และควรแบกรับต้นทุนได้มากกว่า แต่สำหรับ SMEs จะต้องดำเนินการอีกแบบ

อย่างประเด็น พ.ร.บ. อากาศสะอาด หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ ผมมีโอกาสคุยเรื่องนี้ทั้งกับหอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรม เขาสะท้อนว่าจริงๆ ภาคเอกชนไม่ได้มีปัญหากับกฎหมายเหล่านี้ แต่ ณ ขณะนี้มีกฎหมาย 2-3 ฉบับเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ประเมินผลกระทบต่อภาคเอกชน เป็นการประเมินทีละฉบับ ทั้งที่จริงๆ แล้วผลกระทบมันเกิดขึ้นรวมกัน

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ควรมีการประเมินผลกระทบโดยรวม และดูว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นได้สัดส่วนต่อภาระหรือขนาดของภาคเอกชนหรือไม่ ถ้าสร้างสมดุลเรื่องผลกระทบได้ ภาคเอกชนก็ไม่น่าจะขวางกฎหมายเหล่านี้

นอกจากนี้ กฎหมายควรสอดคล้องกับมาตรฐานโลก ซึ่งจะช่วยลดภาระของบริษัทที่ทำตามมาตรฐานแล้ว และกระตุ้นให้บริษัทที่ยังไม่มีมาตรฐานต้องมีทำตาม อีกทั้งถ้ามีการเชื่อมโยงกฎหมายกับมาตรฐาน แล้วทำให้เข้าสู่ตลาดใหม่ได้ ก็จะทำให้ภาคเอกชนมองกฎหมายพวกนี้เป็นภาระน้อยลง เพราะเป็นการบังคับให้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ และคนที่ทำก่อนก็จะไม่เสียเปรียบ กล่าวคือในมุมธุรกิจ กฎหมายต้องไม่สร้างความเสียเปรียบ เสริมความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมแย่ลงด้วย

การขับเคลื่อน SDGs ให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ในท้องถิ่น ถือเป็นความท้าทายสำคัญในบริบทของรัฐรวมศูนย์ อาจารย์มองว่าเราจะดำเนินการเรื่อง SDGs ในท้องถิ่นอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

มีความพยายามของกระทรวงมหาดไทยที่จะนำ SDGs เข้าสู่พื้นที่ต่างๆ อย่างไรก็ตาม มันเป็นการสั่งการจากบนลงล่าง ดังนั้น แนวคิดที่ SDG Move กำลังพยายามทำอยู่ตอนนี้ ก็คือให้มหาวิทยาลัยเป็นคำตอบ

ภาครัฐต้องการนโยบายที่อิงจากหลักฐาน มหาวิทยาลัยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการผลิตข้อมูลแบบมีส่วนร่วมกับภาคประชาสังคม แล้วนำข้อมูลนี้ย้อนกลับไปคุยกับท้องถิ่น การคุยจะทำให้เห็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวชี้วัด SDGs เพราะตัวชี้วัด SDGs ไม่ได้สมบูรณ์แบบ กล่าวคือมีแค่ตัวชี้วัดเชิงความกว้าง (scale) ว่ามีคนได้รับผลกระทบเท่าไหร่ แต่ไม่ได้วัดเชิงความลึก (depth) หรือความแรงของปัญหา เช่น กรณีของการคุมขังโดยยังไม่ถูกดำเนินคดี ถ้าเทียบกับระดับโลก ในประเทศไทยถือว่าน้อย แต่ในจำนวนเหล่านั้นคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงในคดีอาญามาตรา 112 แต่เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในตัวชี้วัด ดังนั้นเป้าหมายที่ 16 (สิทธิมนุษยชน) ของประเทศไทยจึงดูดีกว่าความเป็นจริง

การคุยกับท้องถิ่นจะทำให้เห็นประเด็นที่อาจยังไม่ถูกรวมเข้ามา หรือประเด็นที่อุบัติขึ้นใหม่ และทำให้เราเห็นข้อจำกัดของข้อมูลด้วย เช่น ในบางพื้นที่เราเห็นว่าผู้ใหญ่บ้านทำข้อมูลเอง ไม่ได้สอบถามคนอื่น หรือเรื่องยาเสพติด คนภาคใต้บอกว่าปัญหาแรงมาก แต่ว่าตัวชี้วัดไม่ได้สะท้อนว่าแรงเท่าภาคอื่น เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะในบางพื้นที่การบังคับใช้กฎหมายอาจหละหลวมหรือผู้บังคับใช้กฎหมายอาจมีส่วนร่วมกับขบวนการเสียเอง ทำให้ข้อมูลเชิงปริมาณจากหน่วยงานภาครัฐในประเด็นนี้อาจจะไม่ได้สะท้อนสภาพปัญหาจริงในพื้นที่

การชวนมหาวิทยาลัยนำข้อมูลที่ทำไปคุยกับท้องถิ่นนั้นช่วยสร้างบทสนทนาใหม่ๆ และอาจนำไปสู่บทสนทนาว่าท้องถิ่นต้องการอะไร มีช่องว่างความรู้และช่องว่างเชิงการปฏิบัติแบบไหน แล้วนำข้อมูลทั้งหมดไปช่วยสนับสนุนแผนของชุมชนที่สร้างขึ้นอย่างมีส่วนร่วมและตอบโจทย์ความท้าทาย เอาข้อมูลไปทำงานต่อกับหน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัด ระดับภาค และจะมีน้ำหนักเสริมให้กับภาคประชาสังคมได้นำแนวคิดผนวกเข้าไปในแผนจังหวัดหรือแผนภาคได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้ดีที่สุด ต้องให้อำนาจกับเทศบาลและองค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งตอนนี้ยังลำบาก ข้อมูลระดับเทศบาลหายากมาก เพราะการเก็บข้อมูลมักจะทำในระดับจังหวัด

ถ้าเป็นไปได้ อบจ. หรือ อบต. ควรทำหน้าที่ขับเคลื่อน SDGs โดยที่ควรเห็นข้อมูลทั้งหมด ดึงให้ประชาชนมาร่วมกันกำหนดประเด็นแต่ละพื้นที่ และขับเคลื่อนประเด็นเหล่านี้ไปด้วยกัน นำข้อมูลที่ได้มาทบทวน หาทิศทางใหม่ และขับเคลื่อนไปด้วยกันเป็นวงจรนโยบาย เพราะสุดท้ายแล้วคนเหล่านี้มีความรับผิดรับชอบกับคนในพื้นที่ ถ้าคนในพื้นที่รู้ว่าตนต้องการอะไร อยากมีชีวิตที่ยั่งยืนแบบไหน เขาก็จะเรียกร้องให้คนเหล่านี้ต้องมีนโยบายในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ภาคราชการทำงานกับประชาชนน้อยไปมากๆ ในการสร้างความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ เมื่อมีนโยบายเกี่ยวกับความยั่งยืนออกมาทีไร มันจึงดูยากไปหมด ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะยากเลยเพราะนโยบายเหล่านี้มีผลต่อชีวิตของทุกคนโดยตรง

ประเทศไทยเผชิญความผันผวนทางการเมืองบ่อยครั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการขับเคลื่อน SDGs อาจารย์มองว่าเราควรสร้างกลไกอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน หรือเราจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองควบคู่ไปด้วย

SDGs พันผูกกับความต้องการของประชาชนโดยตรง ตราบใดที่มีความพยายามแก้ปัญหาคุณภาพชีวิต นโยบายก็จะตอบโจทย์เรื่อง SDGs ในตัวมันเอง แต่ตอนนี้เราอนุมานได้ว่านโยบายไม่ได้ทำเพื่อตอบโจทย์ประชาชนโดยตรง

ยกตัวอย่างว่าคนที่ชอบพรรคประชาชนอาจไม่ใช่เพราะมีความเห็นทางการเมืองตรงกับพรรค เพียงแต่คุณสมบัติที่นักการเมืองควรมีคือการคิดถึงประชาชน และพรรคประชาชนดูจะโดดเด่นในเรื่องนี้ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ในรอบที่ผ่านมาก็เริ่มมีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานมากขึ้น เริ่มมีความชัดเจนในหลักการมากขึ้น คิดว่าเป็นทิศทางที่ดีของพรรค

ภายใต้บริบทแบบนี้ ควรมีตัวเลือกพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องมีร่วมกันคือการเป็นนักการเมืองอาชีพ คือมีความรู้ความสามารถในด้านกฎหมาย สื่อ สังคม และนโยบายสาธารณะ ทำงานการเมืองในด้านนิติบัญญัติและบริหารอย่างเต็มที่ รวมถึงต้องเป็นอิสระจากกลุ่มทุนและทหารด้วย

การจะเกิดสิ่งนี้ได้ ต้องมีกระบวนการการส่งเสริมทางการเมืองที่ก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ มากกว่าการส่งเสริมการเลือกตั้ง การเข้าใจรัฐธรรมนูญ หรือการรักสถาบัน แต่ต้องทำให้เห็นว่าอุดมการณ์ทางการเมืองมีความหลากหลาย นโยบายที่ทำเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนก็มีความหลากหลาย เราจะเพิ่มคนที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับนโยบายแบบนั้นได้อย่างไร เราจะพัฒนาให้คนไทยมีวิธีคิดที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น กกต. ของเนเธอร์แลนด์ มีศูนย์ ProDemos เป็นศูนย์ที่ให้เด็กทุกระดับชั้นเรียนมาเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย ความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลาย กลไกนิติบัญญัติ กลไกศาล กลไกบริหาร ฯลฯ ประเทศไทยน่าจะมีสิ่งนี้บ้าง

ในประเด็นการปรับปรุงแนวทางการขับเคลื่อน SDGs ตามที่อาจารย์ได้กล่าวเรื่องตัวชี้วัดที่มุ่งเน้นความกว้างมากกว่าความลึก นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าวแล้ว อาจารย์มองว่ายังมีองค์ประกอบใดอีกบ้างที่ควรพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย

ประการแรก หน่วยงานภาครัฐอาจต้องมอง SDGs ในแบบที่หลวมกว่าเดิม ปัจจุบันเรามอง SDGs แบบแข็งตัวมาก คืออยากทำตัวชี้วัดให้ตรงกับวิธีการวัดระดับโลก แต่สำหรับตัวชี้วัดที่สะท้อนประเด็นสำคัญในบริบทไทย แต่ไม่ได้อยู่ในบริบทโลก เราต้องการทำการบ้านเพิ่มเติม โดยเพิ่มตัวชี้วัดหรือพัฒนาตัวชี้วัดใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่หน่วยงานภาครัฐจะพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นพวกนี้

ปี 2019 ทีม SDG Move ช่วยสำนักงานสถิติแห่งชาติพัฒนาตัวชี้วัด SDGs ของไทย โดยเน้นให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมพัฒนา โดยให้มีส่วนร่วมในการเลือกประเด็นภายในเป้าหมายย่อยที่คิดว่าสำคัญในบริบทไทยแต่ยังไม่ปรากฏในตัวชี้วัดออกมา เช่น เรื่องการสร้างหลักประกันที่ทุกคนจะต้องเข้าถึงไฟฟ้าที่มีความเสถียรในราคาที่จ่ายได้ ตัวชี้วัดคืออัตราการเข้าถึงไฟฟ้า ซึ่งเป็นเชิงความกว้าง พบว่ากรุงเทพฯ เข้าถึงไฟฟ้าได้ แต่ไม่เสถียรเลย ดังนั้นก็ควรมีการพัฒนาตัวชี้วัดเชิงความลึก ซึ่งคือเรื่องความเสถียรของไฟฟ้า

ประการที่สอง นอกเหนือจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นภายในเป้าหมายย่อย (target) ก็ควรจะมีการส่งเสริมข้อมูลที่สร้างโดยภาคประชาชน (Citizen Generated Data) ด้วย ทุกวันนี้ก็มีการเก็บอยู่แล้ว แต่ภาครัฐไม่ได้ยอมรับ โจทย์คือจะมีวิธีการอย่างไรให้ข้อมูลเหล่านี้เป็นที่ยอมรับร่วมกันระหว่าง สศช. และภาคประชาชนที่ทำงานกับข้อมูลนี้ เพราะหลายประเด็นปัญหาภาครัฐเก็บข้อมูลลำบาก เช่น ปัญหายาเสพติด หรือความรุนแรงในครอบครัว หากมีข้อมูลจากที่สร้างโดยประชาชน ก็อาจได้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น

ประการที่สาม การเพิ่มตัวชี้วัดผลกระทบข้ามพรมแดน (spillover indicators) เพื่อดูว่ากิจกรรมในประเทศของเราส่งผลกระทบทางลบต่อประเทศอื่นอย่างไรจะมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้นเนื่องจากธุรกิจไทยมีอิทธิพลในภูมิภาคมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวชี้วัดเหล่านี้จะช่วยประเมินว่า ประเทศไทยไปสร้างปัญหาอะไรไว้ที่ไหนนอกประเทศบ้าง เช่น การที่บริษัทไทยลงทุนในเขื่อนของลาว และสร้างปัญหาในแม่น้ำโขง หรือนำเข้าข้าวโพด ซึ่งสร้างการเผาและเป็นสาเหตุของ PM 2.5  

ประการที่สี่ เราจะต้องมีการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจและทุกภาคส่วน ให้มีตัวชี้วัดและเป้าหมายของแต่ละภาคส่วนด้วย เพื่อให้ข้อมูลเป็นเครื่องมือในการติดตาม ประเมินผล แล้วย้อนกลับมาที่การทำงานได้จริง

นอกจากนี้ ก็อยากให้มีการอัปเดตข้อมูลปีละครั้ง การประเมินทุกห้าปีนั้นเข้าใจได้ว่าอยากให้เห็นความก้าวหน้าที่ชัดเจน การประเมินทุกปีอาจไม่เห็นภาพชัดนักและเป็นงานที่ใหญ่มากเนื่องด้วยจำนวนตัวชี้วัด แต่ทุกวันนี้ สศช. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานขับเคลื่อน SDGs ของภาครัฐไปด้วย ดังนั้น ข้อมูลก็ควรที่จะย้อนกลับไปในทุกภาคส่วนทุกๆ ปี เพื่อให้หน่วยงานเหล่านั้นปรับปรุงตัวเองได้

อาจารย์มองว่ามีเป้าหมาย SDGs เป้าหมายใดบ้าง
ที่ควรปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย

ประการแรก ประเด็นสแกมเมอร์ควรขยับขึ้นมาเป็นเป้าหมายย่อยของ SDGs ให้ชัดเจน เพราะตอนนี้มันแฝงอยู่ในเป้าหมายย่อยที่ 16.2 เรื่องการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ควรนำดัชนีชี้วัดภายนอก เช่น ดัชนีรับรู้การทุจริต (corruption perception index: CPI) และเสรีภาพสื่อ มาใช้ประเมินสถานการณ์เป้าหมายที่ 16 ให้รอบด้านขึ้น

ประการที่สอง ประเด็นหนึ่งที่ดูจะไปได้ดีกับประเทศไทย แต่ไม่ได้อยู่ใน SDGs คือประเด็นด้านวัฒนธรรม ตัวชี้วัดเรื่องนี้ใน SDGs มีอยู่แค่ 2 เป้าหมายย่อย คือเป้าหมาย 4.7 (เน้นให้ทุกคนได้รับความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน) และ 11.4 (เสริมความพยายามในการปกป้องและคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติของโลก) ซึ่งแตะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ประเทศไทยควรมีตัวชี้วัดที่สะท้อนมิติวัฒนธรรมมากกว่านี้ และบรรจุลงใน SDGs ด้วย

ประการที่สาม คือการแตกประเด็นเพิ่มเติมในแต่ละเป้าหมายย่อยเช่น เป้าหมายย่อยที่ 17.1 เน้นไปที่การสร้างความเข้มแข็งให้กับการระดมทรัพยากรทางการเงินภายในประเทศ ซึ่งเน้นไปที่รายได้ของภาครัฐและศักยภาพในการเก็บภาษี แต่เราต้องการระบบการติดตามว่างบประมาณของภาครัฐลงที่ SDGs อย่างไร งบได้ลงไปที่ปัญหาเร่งด่วนหรือวิกฤตจริงหรือไม่ ดังนั้น การมีระบบติดตามงบประมาณด้าน SDGs จะช่วยให้เราเข้าใจการจัดสรรงบประมาณด้านความยั่งยืนมากขึ้นและประเด็นนี้ควรเป็นตัวชี้วัด SDGs ที่เพิ่มเติมขึ้นมา

พ้นไปจากบริบทประเทศไทย ท่ามกลางความผันผวนของระเบียบโลกและแนวคิดพหุภาคีนิยม อาจารย์วิเคราะห์แนวโน้มการขับเคลื่อน SDGs ในระดับสากลอย่างไร

คำถามคือเราจะมองว่าโดนัลด์ ทรัมป์ (ประธานาธิบดีสหรัฐฯ) เป็นความผิดปกติ หรือจะกลายเป็นความปกติใหม่ของสถานการณ์โลก

หลังหมดวาระ แนวคิดสุดโต่งแบบทรัมป์อาจไม่กลับมาอีก แต่ผมคิดว่าระบบโลกพหุภาคีนิยมในภาพใหญ่จะไม่ย้อนกลับมาสู่จุดเดิม เราจะเห็นการแบ่งฝ่ายของประเทศต่างๆ ทั้งอำนาจนิยม เสรีนิยม และกลุ่มที่เจรจาตามผลประโยชน์ ซึ่งไทยอยู่ในกลุ่มหลังนี้

SDGs จะไปต่อในระดับโลกหรือไม่ ต้องถามว่ามหาอำนาจแต่ละค่ายสนใจ SDGs ขนาดไหน อย่างสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ก็จริง แต่ไม่เคยใหญ่ในเรื่องความยั่งยืน ดังนั้นจึงเป็นฝั่งสหภาพยุโรป (EU) และจีนที่มีบทบาทสำคัญ

แม้จีนจะมีปัญหาเรื่องเป้าหมายที่ 16 คือสิทธิมนุษยชนในหลายประเด็น แต่จีนเป็นมหาอำนาจในการผลิตพลังงานทดแทน ผลักดันกรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework) ส่วน EU มีการผนวกการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าไปในมาตรการบังคับทางด้านการค้าทั้งภายในสหภาพยุโรปและใช้กำกับการนำเข้าสินค้าเข้ามาใน EU ด้วย เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) หรือ กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation: EUDR) เป็นต้น นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าเรื่องความยั่งยืนจะยังอยู่ต่อไป เพราะถูกฝังในกติกาทางการค้า

ในระยะยาวหลังปี 2030 เรื่องความยั่งยืนจะยังอยู่แน่นอน แต่จะมีการปรับไปให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกลไกระดับโลกให้สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนมากกว่านี้ หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา เช่น การปฏิรูปสหประชาชาติ การปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ การปฏิรูปองค์กร Bretton Woods เช่น ธนาคารโลก จะถูกเรียกร้องให้เปลี่ยนผ่านจากการแนวคิดเสรีนิยมแบบเดิม ไปสู่กลไกทางการเงินที่มุ่งเน้นการสนับสนุนความยั่งยืนมากขึ้น กลไกระดับโลกเรื่องสันติภาพจะถูกเรียกร้องให้เสริมความเข้มแข็งมากขึ้น รวมถึงข้อเรียกร้องให้ลดการผูกขาดอำนาจการตัดสินใจจาก 5 ชาติมหาอำนาจสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ และเพิ่มบทบาทหรืออำนาจการต่อรองให้แก่ประเทศสมาชิกอื่นๆ

นอกจากนี้ ในระดับโลกมีการพูดคุยกันว่าอาจควรเพิ่มเติมประเด็นใหม่ใน SDGs เช่น ธรรมาภิบาล เอไอ สแกมเมอร์ รวมถึงมีการถกเถียงว่าควรจะปรับช่วงเวลาของเป้าหมายให้สั้นลง และปรับให้เป้าหมายการเจรจาทุกปีให้มีความทะเยอทะยานเพิ่มขึ้น

ในมุมมองของอาจารย์
หากพ้นกำหนดระยะเวลาของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี 2030 ไปแล้ว
กรอบการพัฒนาใหม่ควรจะมีหน้าตาอย่างไร

ประการแรก อยากเห็นกรอบการพัฒนาที่สะท้อนการบูรณาการมากกว่านี้

การนำเสนอ 17 เป้าหมายและ 169 เป้าหมายย่อยแยกออกมาเป็นกล่องแต่ละใบ ทำให้เราไม่เห็นความเชื่อมโยงกัน ส่วนตัวผมจึงเห็นด้วยกับหลายค่ายที่มองเรื่องการพัฒนาเป็นธีมหรือกลุ่ม (cluster) ของประเด็นที่เชื่อมโยงข้ามกัน โดยผมมองว่ามี 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) เกษตรอาหาร 2) ภาคเศรษฐกิจอื่นๆ 3) พลังงาน 4) การพัฒนาเมือง ประเด็นเหล่านี้คือจุดคานงัดที่ถ้าเราทำให้ยั่งยืนได้ จะกระทบทั้ง 17 เป้าหมายเลย หรืออาจเพิ่มอีก 2 ประเด็น คือ 5) สุขภาวะและการพัฒนาคน และ 6) ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อสะท้อนเรื่องการศึกษา สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

ทั้งนี้ ใน 6 ประเด็นข้างต้น จะต้องมาพร้อม 5 กลไกในการขับเคลื่อน ได้แก่ ธรรมาภิบาล การเงิน วิทยาศาสตร์ การลงมือทำจริง และการเพิ่มขีดความสามารถ

ประการที่สอง ผมอยากเห็นเป้าหมาย SDGs ที่เน้นการเสริมพลังผู้คนมากกว่านี้ เพราะอย่างเป้าหมายที่ 1 เรื่องความยากจน เป็นการมองคนยากจนในฐานะผู้รับประโยชน์ แต่ไม่ได้มองในแง่การเสริมพลังให้เขาสามารถรวมตัวหรือสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง

ประการที่สาม อยากเห็นประเด็นความครอบคลุมเชิงสัมพัทธ์ (relational inclusiveness) ที่ให้ความสำคัญกับการเสริมพลังกลุ่มคนเล็กคนน้อยให้มีอำนาจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้มหาอำนาจต้องรับผิดชอบมากขึ้นหรือแบ่งปันทรัพยากรมากขึ้นให้กับกลุ่มที่เปราะบาง

กลับมาที่ประเทศไทย สำหรับการขับเคลื่อนในระยะ 5 ปีต่อจากนี้
ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับด้านใดเป็นลำดับแรกๆ

ประการแรก ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการเงินเพื่อการพัฒนาให้มากกว่านี้ ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ ทุกกองทุนที่ภาครัฐมี รวมถึงกองทุนสตรี กองทุนสิ่งแวดล้อม และกองทุนอื่นๆ ต้องบูรณาการและหาวิธีนำเงินทุนมาสนับสนุนประชาชนหรือภาคประชาสังคมให้มีบทบาทในการขับเคลื่อน SDGs ในระดับพื้นที่มากขึ้น และควรปรับเงื่อนไขทางด้านการเงินในนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการอุดหนุนให้สอดคล้องกับความยั่งยืนมากขึ้นเพื่อให้เกิดการจูงใจให้ผู้ผลิต-ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ประการที่สอง ระบบเกษตรและอาหาร เช่น PM2.5 ปลาหมอคางดำ ความยากจนของเกษตรกร นับเป็นประเด็นที่ควรให้ความสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่ง เพราะเกี่ยวพันกับประเด็นอื่นๆ มากมาย

ประการที่สาม ให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยเฉพาะประเด็นความเหลื่อมล้ำ และการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

และ ประการที่สี่ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

ทั้งหมดที่ว่ามานี้มีส่วนช่วยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อย่างเรื่องเกษตรและอาหาร ถ้าทำได้ จะส่งผลดีต่อชีวิตคนทันที เรื่องการสนับสนุนทางการเงินก็จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมทันที ส่วนเรื่องการศึกษาและการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นถือเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญเช่นกัน

อาจารย์มีข้อเสนอแนะทิ้งท้ายต่อการปรับปรุงโครงสร้างการทำงานของภาครัฐ
และกลไกสนับสนุนภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้การขับเคลื่อนความยั่งยืนในประเทศไทยเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงและทั่วถึงอย่างไร

ประการแรก สศช. เป็นเหมือนจุดประสานและมีอำนาจกำหนดแผนต่างๆ ดังนั้นจึงอยากเห็น สศช. เล่นบทบาทเป็นผู้กำหนดทิศทางและอำนวยให้แต่ละภาคส่วนทำงานอย่างสอดประสานกันมากกว่านี้ รวมถึงทำหน้าที่เป็นระบบที่เอื้อให้ทุกคนในสังคมสามารถมาร่วมขับเคลื่อน SDGs ได้ เพราะ SDGs เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่จะทำคนเดียว

ประการที่สอง งานสื่อสารความรู้ SDGs คือทรัพยากรสาธารณะที่คนต้องการมาก แต่เงินทุนเรื่องการสื่อสารความรู้แทบไม่มีอยู่เลยในระบบหรือกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ดังนั้นควรสนับสนุนงบประมาณด้านนี้เพื่อให้มหาวิทยาลัยในภูมิภาคสามารถนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดในพื้นที่และทำให้เกิดการปฏิบัติจริง

ประการสุดท้าย มีเยาวชนไม่น้อยในไทยที่ทำเรื่องความยั่งยืน แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับโดยกลไกของรัฐ ดังนั้น จึงอยากให้มีการส่งเสริมการขับเคลื่อนของเยาวชนอย่างจริงจังกว่านี้ และทำให้คณะอนุกรรมการที่มีอยู่เป็นอนุกรรมการของประชาชน มากกว่าจะให้คนมีอำนาจเป็นผู้นำกลไกเท่านั้น

ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ The101.world
สัมภาษณ์: ณัชชา สินคีรี
ภาพถ่าย: ภูธเนศ กายภูมิ

กลับหน้าข่าวสารและบทความ