
บรรยากาศแม่น้ำโขง ที่อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
“ตั้งแต่ก่อนปี 62 ก็ได้ยินว่าแล้วว่าเขาจะทำ ‘เขื่อนไซยะบุรี’ แล้วจะเปิดวันไหนก็ไม่รู้ นี่ก็คอยฟังข่าวสาร เขาก็สื่อสารลงมาที่ริมน้ำโขงว่าจะมีการทดลองปั่นไฟช่วงปี 62 พอดี แล้วปีนั้นเขาก็สร้างเสร็จ แต่เสร็จแล้วน้ำก็ท่วมเลยเนี่ย แล้วอยู่ๆ ในปี 62 เหมือนกัน น้ำก็แห้งลงวึ๊บ แต่ตอนนั้นปลาก็พออยู่ได้อยู่ ยังไม่วิกฤต แต่ต่อมาปี 63-64-65-66-67 เรื่อยมาก็หนักมากเลย น้ำขึ้นน้ำลงๆ ปลาก็เริ่มผิดสังเกตละ”
สุดตา อินสำราญ หรือน้าสุดตา ชาวบ้านตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เล่าย้อนถึงสถานการณ์ของแม่น้ำโขง อันเป็นแหล่งพึ่งพิงของผู้คนในชุมชนแห่งนี้มายาวนาน จนกระทั่งต้องมาเผชิญกับความผิดปกติ ซึ่งน้าสุดตาและชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างตั้งข้อสังเกตว่าเป็นผลพวงมาจากการเปิดให้บริการของเขื่อนจำนวนมากเหนือแม่น้ำโขง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งเป็นเขื่อนที่เปิดใช้งานแล้วที่อยู่ใกล้กับชุมชนแห่งนี้มากที่สุด

สุดตา อินสำราญ
เขื่อนไซยะบุรีนั้นถูกสร้างกั้นแม่น้ำโขงอยู่บริเวณเมืองไซยะบุรี ใน สปป.ลาว ห่างจากเมืองหลวงพระบางประมาณ 80 กิโลเมตร และอยู่เหนือขึ้นไปจากชายแดนไทย-ลาว ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ประมาณ 300 กิโลเมตร เขื่อนไซยะบุรีแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ซึ่งพัฒนาและก่อสร้างโดยบริษัทซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มบริษัท ช.การช่าง และลงทุนผ่านบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ (XPCL) พร้อมด้วยการได้รับสินเชื่อจากธนาคารเจ้าใหญ่ของไทยหลายแห่ง มูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้นราว 1.5 แสนล้านบาท และใช้เวลาก่อสร้างเกือบ 10 ปี โดยเริ่มต้นการก่อสร้างในช่วงปี 2553 ก่อนจะเริ่มมีการทดลองผลิตกระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2562 และเริ่มผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน


บรรยากาศแม่น้ำโขง ที่อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
ขณะกำลังมีการก่อสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งพังริมน้ำ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เจ้าของโครงการเขื่อนไซยะบุรีนั้นมักโฆษณาว่าเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำโขง เนื่องจากการออกแบบเขื่อนนั้นได้มีกลไกที่ช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยมีจุดเด่นสำคัญคือการเป็นเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน (Run-of-River) ซึ่งมีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเท่ากับปริมาณน้ำที่ไหลออกจากโครงการ โดยไม่มีการกักเก็บน้ำหรือเบี่ยงน้ำออกจากแม่น้ำ ทั้งยังมีการติดตั้งบันไดปลาโจน ที่เป็นช่องทางให้ปลายังคงสามารถอพยพเคลื่อนย้ายเพื่อวางไข่ได้ตามธรรมชาติ และยังมีระบบระบายตะกอนซึ่งถือเป็นแหล่งธาตุอาหารหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตแม่น้ำนั้น ไม่ให้ถูกกักหน้าเขื่อนจนส่งผลต่อระบบนิเวศแม่น้ำ
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนไม่น้อยกลับมองว่าเขื่อนแบบน้ำไหลผ่านนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำได้ เพราะอย่างไรเสีย โครงการเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าย่อมมีระบบการควบคุมบังคับน้ำ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้น้ำไหลตามธรรมชาติได้ดังเดิม ซ้ำยังอาจทำให้น้ำขึ้นหรือลงเร็วผิดปกติอีกด้วย เช่นเดียวกับปลาที่ก็อาจไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามธรรมชาติแต่เก่าก่อนเช่นกัน ขณะที่ระบบระบายตะกอนนั้นก็ถูกตั้งข้อสังเกตเหมือนกันว่าอาจไม่สามารถระบายตะกอนได้สัมพันธ์กับจังหวะเวลาตามธรรมชาติ หากแต่ขึ้นอยู่กับจังหวะการเปิดปิดประตูระบายตะกอน ซึ่งทำให้การระบายตะกอนอาจมากหรือน้อยไปได้ในบางช่วง จนส่งผลต่อสมดุลระบบนิเวศแม่น้ำ และยังส่งผลกระทบต่อธรณีวิทยาแม่น้ำ เช่น อาจทำให้ตลิ่งริมน้ำพังทลาย[1]
เรื่องหลักทางวิทยาศาสตร์นั้นอาจเป็นที่ถกเถียงกันได้ หากแต่ชาวบ้านที่อาศัยพึ่งพิงอยู่ริมน้ำโขงมาหลายชั่วรุ่นนั้นย่อมเป็นประจักษ์พยานที่ดีที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
“น้ำโขงเหมือนน้ำทะเลแล้ว เอาใจยากแล้ว”
“พูดไปก็น้ำตาไหล ไส้เดือนก็หายหมด อะไรก็หายหมด พวกไกที่เป็นสาหร่ายติดตามโขดหิน ก็ไม่มีมาติดแล้ว มีแต่ตะกอนหนักมาทับถม ถ้าเป็นแต่ก่อนเรารู้เลย โขดหินแต่ละโขดมีปลาเยอะไหม เรารู้เราสัมผัสได้ เพราะปลาก็ไปกินสาหร่ายกัน ปลาเยอะ แต่ทุกวันนี้เราสัมผัสได้เลย ไม่มีปลา” น้าสุดตาเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เขาสังเกตเห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังเล่าต่อว่าปริมาณปลาในแม่น้ำที่น้อยลงจนน่าใจหายนี้ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีทำกินเดิมของเขาในฐานะชาวประมง
“เราก็ทำประมงหาปลา ก่อนปี 62 มานี่ผมได้ปีละแสน[บาท] หลังจากนั้นปี 63-64 ก็ยังได้เป็นแสนอยู่ แต่จากนั้นมาตั้งแต่ประมาณปี 66 ก็ร่วงเลย เหลือประมาณ 10% ปีนึงได้แค่หมื่นเดียว มันลดลงไปมากๆ เลย” น้าสุดตาเล่าต่อ
เช่นเดียวกับ สมาณ แก้วพวง หรือน้าดาว ชาวบ้านตำบลบ้านม่วงอีกคนหนึ่ง ที่ก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในแม่น้ำโขง

สมาณ แก้วพวง หรือน้าดาว
“เมื่อก่อนอาหารในแม่น้ำโขงเนี่ย อยากกินอะไร อยากกินปลา อยากกินกุ้ง อยากกินหอย อยากกินแมลง ก็ได้กิน มันจะมีแมลงพวกจิซอน จิโป่ง จินาย แต่ละบ้านเรียกชื่อไม่เหมือนกันเนาะ ภาษากลางเขาเรียกจิ้งหรีด แต่มันตัวใหญ่นะ เมื่อก่อนมีเยอะ ริมโขงเนี่ยเต็มไปหมดเลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีละ หายไปละ ตอนนี้ไส้เดือนก็หาย เพราะเมื่อก่อนริมฝั่งโขงมันจะมีพวกไส้เดือนติดริมโขง ตลอดแนวริมโขงจะมีไส้เดือนเยอะ ยาวประมาณสองเมตร ตัวใหญ่มาก หัวไส้เดือนประมาณนิ้วโป้งมือ แต่เดี๋ยวนี้หาไม่มีละ ไส้เดือนตัวเล็กๆ ก็ไม่มีละ” น้าดาวเล่า
สำหรับทรัพยากรสำคัญของแม่น้ำอย่างปลา น้าดาวก็สังเกตเห็นได้ว่าหายไปมากเช่นกัน จงส่งผลกระทบต่อวิถีชาวประมงของเขา

บรรยากาศแม่น้ำโขง ที่อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
“ปลาแม่น้ำโขงลดหายไปมาก เช่นพวกปลาบึกตัวละ 200-300 กิโล เดี๋ยวนี้ไม่เห็นมี ปลาหายไปเกือบ 300-400 ชนิดเลย เมื่อก่อนมันเคยมีปลาเยอะ มันจะมีช่วงมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม ที่มีปลาอพยพจากตอนใต้ของแม่น้ำโขง ขึ้นมาหาที่วางไข่ มันจะอพยพมาทุกปี แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วที่ปลาอพยพมาน่ะ ไม่มีแล้ว ตอนนี้หากินก็ยาก ลำบากไปทั้งเดือน บางเดือนไม่ได้ปลาสักตัวก็มี ไปทั้งวันก็[จับ]ไม่ได้ก็มี เปรียบเทียบกัน[กับเมื่อก่อน]แล้วลำบาก” น้าดาวเล่า
“น้ำโขงเปลี่ยนไปมาก เหมือนกับน้ำทะเลขึ้นลงรายวัน น้ำโขงเหมือนกับน้ำทะเลแล้ว เดี๋ยวนี้เอาใจยากแล้ว แต่ประมงผมก็ทำอยู่ คือเมื่อก่อนจะเป็นรายได้หลัก บางวันได้เป็นพัน สองพัน สามพันก็มี แต่ตอนนี้รายได้ตรงนี้หายไปเป็นศูนย์แล้วล่ะ จะหากินก็ยังหายาก หาขายก็ไม่ได้” น้าดาวเล่าต่อ
ระดับน้ำที่ผันผวนคาดเดาไม่ได้นี้ไม่ได้กระทบต่อแค่การทำประมงและการจับสัตว์ริมน้ำเท่านั้น แต่การทำเกษตรริมน้ำอันถือเป็นอีกช่องทางยังชีพและทำมาหากินกินอีกทางหนึ่งของชาวบ้าน ก็ไม่อาจทำได้อย่างเดิม
“เมื่อก่อนชาวบ้านแถวบ้านเราทำเกษตรริมโขงกัน คือปลูกผักเป็นขั้นบันไดตามน้ำไปเรื่อยๆ ปลูกผักริมโขงนี่ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องรดน้ำ เพราะว่าดินมีความชื้นอยู่แล้ว เป็นดินร่วนปนทรายและดินเหนียวปนทราย เมื่อก่อนอุดมสมบูรณ์ ผักที่ปลูกกันส่วนมากก็มีประมาณสองสามชนิด มีผักชี ผักกาด และมันก็มีส่วนมากเป็นผักที่เกิดตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะมันจะมีเมล็ดผักไหลลงมาตามน้ำ เวลาน้ำแห้งมามันก็งอก เมล็ดมันก็งอกมาเป็นผักขึ้นตามริมโขง ไม่ต้องปลูกกัน แต่ทุกวันนี้มันกลับหน้ามือเป็นหลังมือ ผักริมโขงก็ไม่เกิดแล้ว” น้าดาวเล่า
ขณะที่ชาวบ้านอีกคนอย่างน้าสุดตา ก็เล่าว่าก่อนหน้านี้เคยมีพืชผักสมุนไพรขึ้นตามริมโขงถึงกว่า 300 ชนิด แต่ทุกวันนี้เหลืออยู่แค่ประมาณ 50 กว่าชนิด และการลงทุนทำเกษตรริมน้ำในวันนี้ก็ไม่คุ้มค่าอีกต่อไป
“ทุกวันนี้ลงไปปลูกก็ไม่คุ้ม เพราะลงไปทำปั๊บ น้ำจะขึ้นมาวันไหนก็ไม่รู้ เขาปล่อยน้ำจากเขื่อนลงมา มันก็ขึ้นท่วม อยู่ๆ น้ำท่วมวันไหนก็ไม่รู้ บางทีตอนเย็นเราก็รดน้ำอยู่ พอเช้ามาน้ำท่วมแล้ว แช่อยู่ชั่วโมงนึง และข้างบน [เขื่อน] เขาก็ไม่ได้เตือนเราว่าจะปล่อยน้ำ แล้วอย่างนี้ใครจะกล้าลงทุนปลูกล่ะ จริงๆ ก็อยากปลูกอยู่ แต่ทำไปมันจะคุ้มกับแก่นเมล็ดของเราไหม” น้าสุดตาเล่า

พื้นที่ตลิ่งริมแม่น้ำโขงในอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
ซึ่งปกติมักใช้เป็นพื้นที่ทำเกษตรกรรมริมน้ำ
ถัดไปไม่ไกลจากอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ที่อำเภอปากชม จังหวัดเลย ซึ่งอยู่ติดกันนั้น ก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน โดยเราได้คุยกับ ชาญชัย ดาจันทร์ ผู้อาศัยอยู่ที่ตำบลหาดคัมภีร์ ในอำเภอปากชมแห่งนี้มายาวนาน ซึ่งชาญชัยเล่าว่าพืชพรรณริมโขงนั้นถือเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักจากความผันผวนของสายน้ำ
“มีผักบางอย่างที่หายไปแล้ว อย่างผักสีส้างก็หายแล้ว แต่ก่อนผักนี้อยู่ตามท่า เราก็เก็บขึ้นมากิน ส่วนต้นไคร้ก็หายไปเยอะ ไปประมาณ 70% แล้ว ต้นหว้าน้ำนี่ก็ไปเยอะ ไปเกือบทุกอย่าง เพราะน้ำขึ้นลงไม่ปกติ” ชาญชัยเล่าด้วยภาษาท้องถิ่น

ชาญชัย ดาจันทร์
“ตามธรรมชาติเมื่อก่อนนี้ น้ำขึ้นเดือนพฤษภาคม แล้วเดือนตุลาคมก็แห้งแล้ว มันขึ้นอยู่หกเดือนหรืออาจจะเจ็ดแปดเดือน แต่วันนี้พอมีน้ำเขื่อนมา [ต้นไคร้]มันก็ต้องแช่อยู่เป็น 10 เดือน พอเวลาน้ำแห้งมา มันก็เลยตาย เพราะมันปรับสภาพไม่ทัน เมื่อก่อนนี้ต้นไคร้มีเยอะ เวลาปลาขึ้นมาก็มาอาศัยต้นไคร้เป็นบ้านปลา แต่เดี๋ยวนี้ต้นไคร้ไม่มีแล้ว เวลาปลาขึ้นมา มันก็ไม่มีที่อยู่อาศัย มันก็ต้องว่ายขึ้นไปเรื่อยๆ คนก็ใส่เบ็ดตกมันไม่ได้ มันไม่เหมือนเมื่อก่อน” ชาญชัยเล่าต่อเพื่อให้เราเห็นภาพมากขึ้น และทำให้ได้เข้าใจถึงความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ขาดของสิ่งมีชีวิตต่างชนิดริมแม่น้ำโขง
พื้นที่ตลิ่งริมแม่น้ำโขงในอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ซึ่งปกติมักใช้เป็นพื้นที่ทำเกษตรกรรมริมน้ำ
การค่อยๆ สูญหายไปของพืชผักริมโขงนี้ ทำให้ทุกวันนี้ชาญชัยพยายามปลูกและบ่มเพาะพืชเหล่านั้นในพื้นที่สวนของตัวเองเพื่อจะมาทดแทน ซึ่งก็ถือว่ายังอยู่ในช่วงทดลอง และขณะเดียวกัน ทุกๆ วัน ชาญชัยก็มักเดินถือตลับเมตรออกไปที่ริมแม่น้ำโขงเพื่อวัดระดับน้ำ และรายงานผลให้ผู้คนในชุมชนและเครือข่ายที่ทำงานอนุรักษ์แม่น้ำโขงในพื้นที่อื่นๆ นั้นได้รับรู้ระดับน้ำในแต่ละวัน เพื่อเป็นการเตือนให้ผู้คนริมโขงได้เตรียมความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในเบื้องต้น
ชาญชัย ดาจันทร์ กำลังดูแลพืชพันธุ์ที่ตนเพาะปลูกเพื่อจะพยายามทดแทนพืชพันธุ์ริมน้ำโขงที่ทยอยสูญหาย ในพื้นที่อำเภอปากชม จังหวัดเลย
“บางทีเราไปอาศัยหน่วยงานรัฐ มันไม่ทันการ บางทีก็หยุดรายงานไป แต่ว่ามันมีคนติดตามอยู่ และเราก็ค่อนข้างอยู่ทางเหนือน้ำ เราก็เลยรายงานให้คนได้รับรู้ บางทีอยู่ๆ น้ำก็มามาก ขึ้นเป็นเมตร เราก็รายงานไป เช่น จาก 6.00 น. ถึง 17.00 น. น้ำขึ้นเท่านั้นเท่านี้ และจาก 17.00 น.ถึง 6.00 น. ของอีกวัน น้ำขึ้นเท่านั้นเท่านี้” ชาญชัยอธิบาย
จากการทำหน้าที่ผู้อาสารายงานผลระดับน้ำ แน่นอนว่าชาญชัยสังเกตเห็นความผิดปกติของการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำในแม่น้ำ และมั่นใจว่ามันเป็นผลมาจากเขื่อนที่อยู่เหนือน้ำขึ้นไป
“ผลกระทบมันมาจากเขื่อนโดยตรงเลย น้ำท่วมหน้าแล้ง แห้งหน้าฝน มันไม่ปกติหรอก” ชาญชัยกล่าว
“ระบบนิเวศล่มสลาย ทำให้วิถีชุมชนล่มสลาย“
“ทุกวันนี้มันไม่มีคนลงไปหาปลาแล้ว ถ้ามีคนลงไปหา มันก็เสียเวลา มัน[หาปลา]ไม่ได้” ชาญชัยเล่าต่อ เพื่อจะสื่อว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนต้องเปลี่ยนแปลงไป


บรรยากาศแม่น้ำโขง ที่อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
“เมื่อก่อนนี้มีเรือหาปลาอยู่ 30 กว่าลำ แต่เดี๋ยวนี้มีไม่ถึง 10 ลำจอดอยู่ท่า มีแค่ประมาณเก้าคนที่หาปลา ตอนนี้คนต้องไปหารับจ้างกรีดยาง ไม่มีคนหาปลาแล้ว” ชาญชัยเล่า
ไม่ใช่แค่ชุมชนในอำเภอปากชม จังหวัดเลยเท่านั้น อำเภอสังคม จังหวัดหนองคายที่อยู่ข้างเคียงกัน ก็ต้องเผชิญความผันเปลี่ยนของวิถีคนในชุมชน จากเดิมที่พึ่งพาการทำประมงเป็นช่องทางทำกินหลัก หลายคนเลือกจะออกไปทำงานอื่นๆ โดยเฉพาะการรับจ้างกรีดยางในสวนยางพาราที่มีอยู่ดาษดื่นในพื้นที่แทน เช่นเดียวกับน้าสุดตาและน้าดาวที่ก็เริ่มหันมาพึ่งการทำสวนยางเป็นแหล่งรายได้มากขึ้น แต่อย่างไรเสียทั้งคู่ก็บอกว่าการดำรงชีวิตก็ไม่ได้ง่ายเหมือนแต่ก่อนที่ยังสามารถทำกินจากทรัพยากรธรรมชาติตามระบบนิเวศแม่น้ำได้ตลอดปี



สวนยางและสวนกล้วยในอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
แต่หากมองว่าระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงมีผลกระทบแค่ต่อวิถีการทำมาหากินของชาวบ้าน ก็อาจเป็นเพียงการมองอย่างผิวเผิน เพราะในความจริงแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นสะเทือนลึกไปถึงรากเหง้าภูมิปัญญา มรดกทางวัฒนธรรม และวิถีชุมชนของผู้คนริมน้ำโขง
“แม่น้ำโขงมีเจ้าของนะ ที่บอกว่า 60 ล้านคนพึ่งพาแม่น้ำนี้ไม่เกินจริง และการใช้แม่น้ำโขงของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันสักพื้นที่ อธิบายง่ายๆ ชาวประมงเขามีระบบที่เรียกว่า ‘ลวงมอง’ เป็นพื้นที่หากินที่เป็นเฉพาะบุคคล ซื้อได้ขายได้ ส่งสืบทอดกันได้เป็นมรดกตกทอดเหมือนกับผืนดิน บางแห่งก็เป็นลวงมองที่ใช้ร่วมกัน อย่างแถวนครพนมกับบึงกาฬจะมีการจัดคิวลงหาปลาทุกสองชั่วโมง ได้หรือไม่ได้ปลาก็ต้องขึ้นให้คนลงไปตามคิว ส่วนแถวตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม เป็นลวงมองพื้นที่จำเพาะของใครของมัน หากินร่วมกันไม่ละเมิดกัน” อ้อมบุญ ทิพย์สุนา จากเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มแม่น้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน อธิบายให้เราฟัง

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา
หากพูดอย่างง่าย ลวงมองอาจเปรียบเหมือนกรรมสิทธิ์บนผืนน้ำโดยมีการแบ่งพื้นที่กันระหว่างชาวบ้าน ทว่าไม่ได้มีเอกสารกำกับเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน แต่เป็นที่รับรู้กันในหมู่ชาวบ้านด้วยกันเองว่าบริเวณไหนเป็นกรรมสิทธิ์ทำมาหากินของใคร โดยระบบลวงมองนั้นมีการใช้สืบทอดต่อกันมายาวนาน จนกระทั่งต้องมาเจอกับความผันเปลี่ยนของสายน้ำ

บรรยากาศแม่น้ำโขง ที่บริเวณพันโขดแสนไคอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
“พอแม่น้ำโขงเปลี่ยน พื้นที่ที่เคยเช่ากันได้และขายได้ พอมันไม่มีปลา มันก็ไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่า ขายไม่ได้ เช่าไม่ได้ ชาวบ้านก็ละทิ้งแม่น้ำโขงไปประกอบอาชีพอื่น จากเดิมที่พวกเขาเคยรักและหวงแหนพื้นที่หาปลาของตัวเอง และนอกจากแม่น้ำโขงแล้ว พื้นที่ริมตลิ่งเองก็หายไป จะลงทุนทำอย่างอื่นก็ไม่ได้ ปลูกผักก็ไม่ได้ ก็เกิดการขายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งจะเห็นว่ารีสอร์ตเกิดเยอะมากตอนนี้” อ้อมบุญเล่า
ยิ่งไปกว่านั้น ชาวบ้านแถบตำบลบ้านม่วงยังเล่าว่าเมื่อปลาเริ่มหายากขึ้น ก็เริ่มเกิดปัญหาการแย่งชิงพื้นที่ทำกินและลักขโมยทรัพยากรกันข้ามลวงมอง โดยชาวบ้านคนหนึ่งที่เล่าเรื่องนี้และเจอผลกระทบกับตัวเองก็คือชัยวัฒน์ พระคุณ หรือน้าบัน

ชัยวัฒน์ พระคุณ หรือน้าบัน
“จากที่เมื่อก่อนผมเคยใส่เบ็ด 10 หลังก็พอแล้ว แต่ปัจจุบันกว่าจะได้ปลา คุณต้องใส่เบ็ดเพิ่มขึ้น บางคนหอบมาเป็น 100-200 หลัง เพราะฉะนั้นมันเลยเริ่มมีการแย่งชิงพื้นที่จุดหาปลากัน และยังมีประเภทที่มีคนปักเบ็ดไว้แล้วมีคนไปดึงของเขาทิ้ง มันก็มี แม้แต่ผมก็เคยเจอว่าเบ็ดที่เรามัดไว้แน่นขนาดนี้ ทำไมมันหายไป” น้าบันเล่า
“แต่ก่อนไม่เคยมีหรอกว่าเราจะต้องไปนอนเฝ้าลวงมอง ทุกวันนี้มันต้องไปนอนเฝ้า และบางทีมันก็เกิดการยิงกันขึ้น เพราะมันลงทุนสูงแล้วคนที่ลงทุนเขาก็อยากได้ แต่ไอ้คนที่มักง่ายก็มาขโมยแล้วมาตัดเอา คือเราต้องมาบอบช้ำกับสภาพระบบนิเวศแล้ว บอบช้ำกับโครงการพัฒนาต่างๆ มามากพอแล้ว เราต้องมาช้ำใจกับคนด้วยกันหรือแม้แต่ญาติกันเองนี่แหละ” น้าบันเล่า
น้าบันยังมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็คือภาพสะท้อนของความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างชาวบ้านในชุมชนที่ลดน้อยถอยลง ขณะที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนก็เริ่มห่างเหินมากขึ้น ด้วยเหตุผลหนึ่งคือจำนวนคนในชุมชนเริ่มน้อยลง เพราะหลายคนเริ่มทยอยออกไปแสวงหาโอกาสทำกินใหม่ในพื้นที่อื่น ทำให้ชุมชนแห่งนี้กำลังเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างที่อาจไม่มีวันหวนกลับ
“ต้นตอของมันทั้งหมดคือการที่ระบบนิเวศที่มันล่มสลายไป ทำให้ความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของชุมชนล่มสลายไปด้วย” น้าบันสรุป

ชัยวัฒน์ พระคุณ หรือน้าบัน
“ไม่ใช่แค่คนริมโขงต้องเสียสละ แต่คือปัญหาของคนทั้งประเทศ”
ผลกระทบทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นนี้ ชาวบ้านริมโขงในจังหวัดหนองคายและเลยไม่ได้โทษไปที่เขื่อนไซยะบุรีเพียงเขื่อนเดียว เพราะในความเป็นจริงพวกเขาเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2530 ที่เริ่มมีการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าเหนือลำน้ำในประเทศจีน ก่อนที่จะมีเขื่อนอื่นตามมาอีกต่อเนื่องทั้งในจีนและลาว ซึ่งหากนับเฉพาะเขื่อนที่อยู่เหนือขึ้นไปจากจังหวัดหนองคายและเลยนั้น ก็พบว่ามีอยู่อย่างน้อย 13 เขื่อน เพียงแต่เขื่อนไซยะบุรีที่อยู่ในลาวนั้นเป็นเขื่อนที่อยู่ใกล้จังหวัดหนองคายและเลยมากที่สุด จึงอาจเป็นเหตุให้ชาวบ้านรู้สึกได้รับผลกระทบจากเขื่อนดังกล่าวชัดเจนเป็นพิเศษ นับตั้งแต่ที่เขื่อนเริ่มเปิดใช้งานในปี 2562 เป็นต้นมา
อย่างไรก็ดี เขื่อนไซยะบุรีเป็นเพียงเขื่อนแรกที่ตั้งขวางบนแม่น้ำโขงในช่วงพรมแดนระหว่างไทย-ลาวเท่านั้น เพราะในอนาคตกำลังจะมีเขื่อนอื่นตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะเขื่อนหลวงพระบางและเขื่อนปากลาย ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ขณะที่บางเขื่อนนั้นก็ยังอยู่ในระหว่างการวางแผนดำเนินโครงการ แต่ก็เริ่มสร้างความกังวลให้ชาวบ้านไม่น้อย ด้วยเหตุว่าจะมีที่ตั้งอยู่ประชิดชุมชนของพวกเขามาก ได้แก่ เขื่อนสานะคามที่จะอยู่ห่างจากอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เพียงราวๆ สองกิโลเมตร และเขื่อนปากชม ซึ่งจะอยู่ที่อำเภอปากชม จังหวัดเลย อันเป็นพื้นที่ที่เราได้เดินทางไปสำรวจ

แผนที่แสดงที่ตั้งของเขื่อนบนแม่น้ำโขง
[สีแดง = เปิดใช้งานแล้ว | สีเขียว = อยู่ในแผนก่อสร้าง | สีฟ้า: ระงับโครงการ
| สีส้ม: ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว]
ภาพจาก: International Rivers
“เขื่อนพวกนี้ยังตกลงกันไม่ได้ ซึ่งถ้ามันทำให้[น้ำ]ขึ้นลงรายวัน วันละสี่เมตร ตลิ่งแม่น้ำโขงไม่เหลือแน่ๆ คือ[น้ำ]จะขึ้นไวลงไว เหมือนเวลาเราเอาน้ำเทลงแก้วแล้วมันมีทรายอยู่ในนั้น พอเทลงไวๆ ทรายก็จะฟุ้งกระจายแบบนั้น” อ้อมบุญเล่าให้เราเห็นภาพ
การทยอยเกิดขึ้นของเขื่อนจำนวนมากตลอดลำน้ำโขงนี้เป็นผลพวงหลักจากยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ อย่างเช่นลาว ที่วางเป้าหมายจะเป็น ‘แบตเตอรี่แห่งเอเชีย’ ด้วยการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำที่มีอยู่มากมายในประเทศในการเป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อส่งขายให้กับประเทศรอบข้าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงประเทศไทย ที่นอกจากจะมีบริษัทเอกชนเข้าไปร่วมลงทุนในการสร้างเขื่อนแล้ว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็ยังได้ทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนเหล่านั้นด้วยระยะเวลาผูกพันนานหลายปี ดังเช่นกรณีเขื่อนไซยะบุรี ที่ กฟผ. ได้ทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าเป็นเวลาถึง 29 ปี โดยจะสิ้นสุดในปี 2591
การซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนในลาวนั้นยังถูกระบุอยู่ใน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) พ.ศ. 2561-2580 ในฐานะแหล่งพลังงานส่วนหนึ่งของประเทศ โดยใน PDP นั้นมีการระบุแหล่งที่มาของพลังงานทั้งที่มาจากโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศและการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ด้วยจุดประสงค์หลักคือการ “รักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุ” และนอกจากนี้ในส่วนที่พูดถึงการดำเนินโครงการ ‘ระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน’ นั้นก็มีการระบุรายละเอียดว่า “เป็นโครงการระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่มีศักยภาพในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว เมียนมา กัมพูชา และมาเลเซีย เพื่อลดการพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และเพื่อรองรับการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) ในอนาคต”
หากกล่าวอย่างสรุป การพึ่งพาไฟฟ้าจากเขื่อนแม่น้ำโขงนั้นถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และยังถือเป็นการกระจายความหลากหลายของเชื้อเพลิง นอกจากนี้ไฟฟ้าจากเขื่อนพลังน้ำก็มักถูกยกว่าเป็น ‘พลังงานสะอาด’ ซึ่งจะช่วยทดแทนการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้
อย่างไรก็ตาม การนิยามว่าเขื่อนผลิตไฟฟ้าในแม่น้ำโขงเป็นพลังงานสะอาดนั้นก็เป็นที่ถกเถียง แม้ด้านหนึ่งนวัตกรรมนี้จะดีในแง่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยกว่านวัตกรรมพลังงานฟอสซิล แต่อีกด้านมันก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ทั้งยังกระเทือนถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านริมโขงอย่างประเมินค่าไม่ได้



บรรยากาศแม่น้ำโขง ที่อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
อย่างไรก็ตาม อ้อมบุญชี้ว่าผลกระทบนี้ใช่ว่าจะตกอยู่กับชาวบ้านริมโขงเพียงกลุ่มเดียว หากแต่คือคนทั้งประเทศที่ต้องแบกรับต้นทุนนี้โดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว
“สัญญาการซื้อขายไฟฟ้าทำไปยาวนานเกือบ 30 ปี มันก็มาอยู่ในค่า FT (ค่าไฟฟ้าผันแปร) บนบิลค่าไฟฟ้าของพวกเราทุกคน ไม่ใช่เฉพาะของคนริมโขง คุณก็โดนด้วย คุณก็ยังต้องใช้ไฟฟ้าแพง” อ้อมบุญกล่าว
หากขยายความจากที่อ้อมบุญพูด เหตุผลที่คนไทยต้องใช้ไฟฟ้าแพงนั้นก็สืบเนื่องมาจากการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยที่สูงเกินจริง ทำให้ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่จำนวนมากและยังมีการซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนในลาวเพิ่มอีก จนส่งผลให้ไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเกินความจำเป็นอยู่มาก และทำให้มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่บางส่วนไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า แต่ปัญหาคือ กฟผ. ก็ยังคงต้องจ่ายเงินในส่วนค่าความพร้อมจ่าย (AP) ให้กับโรงไฟฟ้าทุกเดือนแม้จะมีการผลิตไฟฟ้าก็ตาม อันเนื่องมาจากการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันแบบ Take or Pay (ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย) ซึ่งในกรณีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนในลาว ดังเช่นสัญญาในโครงการเขื่อนไซยะบุรีนั้น ก็มีเงื่อนไข Take or Pay อยู่เช่นกัน ซึ่งที่สุดแล้วต้นทุนที่ต้องจ่ายไปนั้นก็สะท้อนอยู่ในค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่ม
และที่สำคัญนี่ก็ทำให้คนจำนวนหนึ่งเกิดคำถามว่าทำไมประเทศไทยถึงยังคงตัดสินใจลงทุนในการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงและยังซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่กำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศก็มีเกินความต้องการมากอยู่แล้ว แถมยังเพิ่มภาระค่าไฟให้ประชาชน
“คนที่ได้ผลประโยชน์จากการซื้อขายไฟฟ้าตามสัญญาคือใครกันแน่ เป็นกลุ่มทุนใช่ไหม ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนที่ไปลงทุนใน สปป.ลาว หรือในตรงไหนก็แล้วแต่ ล้วนเป็นบริษัทลูกของบริษัทเอกชนทั้งสิ้น มันไม่ใช่เรื่องของรัฐได้กำไร เพราะรัฐก็เป็นผู้รับซื้อจากเอกชนเหล่านี้อีกต่างหาก คำถามคือว่ามันเป็นการส่งเสริมให้ใครรวย ในขณะที่ต้นทุนการผลิตและชะตากรรมปัญหาที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนทั้งหมดนี้ไปตกอยู่กับประชาชนคนไทยแทบทั้งหมด ไม่ใช่แค่คนริมโขง เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องแค่ว่าคนริมโขงถูกบังคับให้เสียสละ พวกเราทั้งประเทศนี่แหละที่เจอสถานการณ์ปัญหานี้ร่วมกัน” อ้อมบุญกล่าว
“ไม่แน่ว่าอีก 20-30 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีเปลี่ยนไว มันอาจมีการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยวิธีการอื่นที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นเรื่อยๆ มีทางเลือกมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่แน่ว่าพลังงานสะอาดจากเขื่อนอาจจะเป็นเรื่องล้าหลังไปแล้วก็ได้ แต่คุณก็ยังทำสัญญาล่วงหน้าไป 20-30 ปี มันเสียโอกาสไหม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรทบทวนนะ” อ้อมบุญกล่าวทิ้งท้าย

บรรยากาศแม่น้ำโขง ที่อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ The101.world
เรื่อง: วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา
ภาพถ่าย: ธีรพัฒน์ แก้วชำนาญ
ภาพประกอบ: จิราภรณ์ บุญเย็น
|
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บาปเจ็ดประการของการสร้างเขื่อนไซยะบุรี และหนังสือ ‘มายาคติพลังงาน 2 คิดอีกนิดเรื่องพลังงาน‘ (ข้อ 22 และ 23: หน้า 210-229) โดยบริษัท ป่าสาละ จำกัด และเพื่อน |



