Goal 5Goal 10Goal 16

เมื่ออัลกอริทึมสร้างความเกลียดชัง: การเหยียดเชื้อชาติในยุคดิจิทัล

ถึงแม้ว่าโลกจะมีความก้าวหน้าอย่างมากทั้งในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาทางสังคม แต่เงาของการเหยียดเชื้อชาติยังคงทอดยาวไปในทุกมุมของโลก การเหยียดเชื้อชาติไม่ได้เป็นเพียงแค่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านไป แต่ยังคงปรากฏในรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนและยากจะมองเห็น ทว่ายังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนนับล้าน

ในปี 2025 กำลังจะเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ เป็นโอกาสสำคัญที่เราจะย้อนกลับไปทบทวนว่า โลกได้ก้าวหน้าไปมากแค่ไหน และยังมีช่องว่างอะไรที่เราต้องเติมเต็ม เพื่อให้อนาคตเป็นของทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะมีสีผิวหรือเชื้อชาติใด บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจความหมายที่แท้จริงของการขจัดการเลือกปฏิบัติ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางกฎหมายหรือพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่ยังครอบคลุมถึงระดับวัฒนธรรม ความเชื่อ และการกระทำในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่เท่าเทียม

การเหยียดเชื้อชาติยังคงเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมโลก สืบเนื่องมาจากมรดกทางประวัติศาสตร์ของการค้าทาส การล่าอาณานิคม และนโยบายการเลือกปฏิบัติในอดีต ปัญหานี้ไม่เพียงบ่อนทำลายโครงสร้างทางสังคมของชุมชนและปิดกั้นโอกาส แต่ยังทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงความเสมอภาคและความยุติธรรมด้วย ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของสังคมที่ทุกคนควรยึดถือ นอกจากนี้ การเหยียดเชื้อชาติยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 10 มุ่งลดความไม่เสมอภาคภายในและระหว่างประเทศ

ในปี 2025 จะเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination: ICERD) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่งในการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ อนุสัญญานี้เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 ท่ามกลางกระแสการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง การล่มสลายของระบบการแบ่งแยกสีผิว และการปลดปล่อยอาณานิคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในการทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคและศักดิ์ศรีของมนุษย์

สารจากเลขาธิการสหประชาชาติเนื่องในโอกาสวันขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติสากลโดยนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องให้ทุกประเทศให้สัตยาบันและนำอนุสัญญาไปปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเชิญชวนผู้นำภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคนร่วมกันยืนหยัดต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในทุกรูปแบบ และลงมือปฏิบัติเพื่ออนุสัญญาเกิดผลที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเราทุกคน ในท้ายที่สุด การขจัดการเหยียดเชื้อชาติไม่ใช่เพียงแค่การบรรลุเป้าหมายทางกฎหมายหรือนโยบาย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและจิตสำนึกของมนุษย์ที่จะนำไปสู่สังคมที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและเท่าเทียม การต่อสู้ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือองค์กรระหว่างประเทศ แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคมโลก เพื่อสร้างอนาคตที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติและความเกลียดชัง

อย่างไรก็ตาม แม้อนุสัญญาฯ จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติสำหรับประเทศสมาชิก แต่การนำไปปฏิบัติยังคงเป็นความท้าทายในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ความเกลียดชังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจและสังคมที่เพิ่มขึ้น การเหยียดเชื้อชาติได้มีการปรับรูปแบบและวิธีการใหม่ภายใต้บริบทของโลกดิจิทัล ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยอัลกอริทึม (Algorithm) ที่สร้างความขัดแย้งและความแตกแยกเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้หญิงและเด็กหญิงที่มีความพิการ ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันซ้อนทับและอุปสรรคมากมายในการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม

ในทุกภูมิภาค ผู้หญิงและเด็กหญิงที่มีความพิการเป็นกลุ่มที่ถูกรังแกหรือกลั่นแกล้งทางออนไลน์มากที่สุด ถูกเลือกปฏิบัติและถูกมองข้าม ถูกกีดกันและกดขี่ ถูกประเมินค่าต่ำเกินไปและถูกบ่อนทำลาย เมื่อต้องเผชิญกับการกดขี่ซ้อนทับ จากทั้งมิติทางเพศและความพิการ โดย Volker Türk ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เน้นย้ำว่าประชาคมระหว่างประเทศกำลังล้มเหลวในการปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งยืนยันอย่างชัดเจนว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันโดยความล้มเหลวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างอุดมการณ์ทางกฎหมายและการปฏิบัติจริง  นอกจากนี้ สถานการณ์ความเปราะบางของผู้หญิงและเด็กหญิงที่มีความพิการ โดย Ms. Heba Hagrassได้กล่าวว่า “พวกเขาได้รับการเป็นตัวแทนน้อยเกินไปในการศึกษาและการจ้างงาน และมีความเสี่ยงสูงต่อความรุนแรงและการละเมิด โดยเฉพาะการทำหมันบังคับ ความรุนแรงในครอบครัว และการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ” สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างร้ายแรงในการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางนี้

ในยุคเทคโนโลยีและดิจิทัล ประเด็นท้าทายใหม่ ๆ ได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์นี้ การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์และการเข้าถึงเทคโนโลยีช่วยเหลือที่ไม่เท่าเทียมกันได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของคนพิการซึ่งใช้พื้นที่ออนไลน์เป็นช่องทางในการเข้าสังคมและการทำงาน ขณะเดียวกันการเข้าถึงเทคโนโลยีช่วยเหลือที่ไม่เท่าเทียมกันก็เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งรัฐบาลทั่วโลกจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกมากขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ซึ่งการละเลยประเด็นนี้ไม่เพียงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญจากการไม่ได้ใช้ศักยภาพของประชากรกลุ่มนี้อย่างเต็มที่

กองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

United Nations. (2025). Women, girls bear brunt of cyberbullying against persons with disabilities. Retrieved from https://news.un.org/en/story/2025/03/1160981

United Nations. (2025). Secretary-General’s message on the International Day for the Elimination of Racial Discrimination. Retrieved from https://www.un.org/sg/en/content/sg/statement/2025-03-21/secretary-generals-message-the-international-day-for-the-elimination-of-racial-discrimination-scroll-down-for-french-version

เมื่ออัลกอริทึมสร้างความเกลียดชัง: การเหยียดเชื้อชาติในยุคดิจิทัล
ดาวน์โหลด
กลับหน้าข่าวสารและบทความ