Goal 1Goal 2Goal 3
+14

บ้านมั่นคงแก่นนคร: โมเดลที่อยู่อาศัยเพื่อคนรายได้น้อยกลางเมืองขอนแก่น

ที่อยู่อาศัยถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของทุกคน และยังเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่ทำให้ผู้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีความมั่นคง หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยตั้งต้นสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอีกหลายมิติ เพราะเมื่อผู้คนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง พวกเขาย่อมสามารถวางแผนชีวิต ดูแลครอบครัว เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา การทำงาน หรือโอกาสทางเศรษฐกิจอื่นๆ ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงที่อยู่อาศัยหรือการมี ‘บ้าน’ ในปัจจุบันกลับไม่ใช่เรื่องง่าย และดูจะกลายเป็นความฝันอันห่างไกลของใครหลายคนในสังคมไทย โดยเฉพาะผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองซึ่งกำลังเติบโตและเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อเมืองเติบโต ราคาที่ดินและค่าครองชีพก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่รายได้ของคนจำนวนมากไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน แรงบีบคั้นเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อแรงงานรายได้น้อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้พวกเขาจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเมือง อีกทั้งต้องแบกรับภาระดูแลครอบครัวและส่งเงินกลับบ้าน แต่รายได้ที่มีอยู่กลับแทบไม่เพียงพอสำหรับการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและมั่นคง นั่นทำให้การมีบ้านเป็นของตัวเองกลายเป็นเรื่องที่เกินเอื้อม

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก ยังเกิดขึ้นบนพื้นที่ที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนดั้งเดิม จนนำไปสู่การไล่รื้อและการสูญเสียพื้นที่ชีวิตของผู้คนจำนวนมาก เช่นเดียวกับในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภาคอีสานและมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาหางานทำจากหลากหลายพื้นที่ หนึ่งในโจทย์ท้าทายใหญ่ของคนเหล่านี้คือการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมในราคาที่เอื้อมถึง ขณะเดียวกัน การมาถึงของโครงการรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง ก็ส่งผลกระทบต่อชุมชนริมทางรถไฟหลายร้อยหลังคาเรือนที่ต้องรื้อถอนบ้านและย้ายออกจากพื้นที่เดิม

ท่ามกลางข้อจำกัดเหล่านี้ การเกิดขึ้นของ ‘โครงการบ้านมั่นคง’ จึงเป็นอีกความพยายามสำคัญที่ทำให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้อย่างมั่นคง ภายใต้แนวคิดที่ไม่ได้มอง ‘บ้าน’ เป็นเพียงทรัพย์สินส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของสิทธิในการอยู่อาศัย และการสร้างความมั่นคงในชีวิต ผ่านการรวมตัวและจัดการร่วมกันของคนตัวเล็กในเมือง ภายใต้ระบบสหกรณ์และการสนับสนุนจากภาครัฐ-ภาคประชาสังคม

วันโอวัน ชวนทำความรู้จัก ‘บ้านมั่นคงแก่นนคร’ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งบริหารจัดการโดยสหกรณ์เคหสถานแก่นนคร ร่วมมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และเทศบาลนครขอนแก่น เรื่องราวต่อจากนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มั่นคงไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีสิ่งปลูกสร้างสำหรับหลบแดดฝน แต่คือเงื่อนไขสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและโอกาสในการเติบโตไปพร้อมกับเมืองโดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

1

หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน คงไม่มีใครคาดคิดว่าผืนดินรกร้างที่เต็มไปด้วยดินโคลนและมีเพียงถนนลูกรังสำหรับสัญจร จะค่อยๆ พัฒนาจนกลายมาเป็นชุมชนที่มีบ้านเรือนมากกว่า 330 หลังคาเรือนอย่างในปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้ถือเป็น ‘บ้านหลังแรก’ ของแรงงานรายได้น้อยในเมืองขอนแก่นหลายคน ทั้งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่รองรับผู้คนจากชุมชนริมทางรถไฟ ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ หลังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เริ่มดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบริเวณริมรางรถไฟตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559

เทศบาลนครขอนแก่นประเมินว่ามีประชาชนที่อาศัยอยู่ริมทางรถไฟได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าวกว่า 179 ครอบครัว ส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนเทพารักษ์ 1-5 เขตเมืองขอนแก่น ดังนั้น สำหรับหลายครอบครัว บ้านมั่นคงจึงกลายเป็นอีกทางเลือกในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในรูปแบบการอยู่อาศัยที่มีความมั่นคงมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านบางส่วนตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง เนื่องจากมีเงื่อนไขต้องวางเงินก่อนเข้าอยู่อาศัยเกือบ 40,000 บาท ซึ่งถือเป็นภาระก้อนใหญ่สำหรับหลายครัวเรือน ไม่นับว่าเงินเยียวยาที่ได้รับอาจไม่เพียงพอในการตั้งต้นชีวิตใหม่

ปัญจนา ปะสะวะลัง รองผู้จัดการสหกรณ์เคหสถานแก่นนคร คือหนึ่งในคนที่เห็นพัฒนาการของพื้นที่บ้านมั่นคงแห่งนี้มาตั้งแต่วันที่ยังเป็นเพียงที่ดินว่างเปล่า เธอมีส่วนร่วมในการก่อร่างสร้างสหกรณ์และโครงการบ้านมั่นคงมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้อยู่อาศัยของชุมชนแห่งนี้ด้วย ปัญจนาเล่าย้อนถึงจุดกำเนิดของ ‘สหกรณ์เคหสถานแก่นนคร’ ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการบ้านมั่นคง ว่าเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของผู้มีรายได้น้อยในลักษณะ ‘กลุ่มออมทรัพย์’ เปิดรับสมาชิกให้เข้ามาออมเงินร่วมกันแบบสมัครใจ โดยไม่ได้กำหนดจำนวนเงิน สมาชิกส่วนใหญ่เลือกออมเงินเดือนละประมาณ 200-300 บาท และค่อยๆ สะสมเงินกันมาเป็นเวลาหลายปี เป้าหมายสำคัญของการออม คือการรวบรวมเงินให้มากพอสำหรับซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้าน

ปัญจนา ปะสะวะลัง รองผู้จัดการสหกรณ์เคหสถานแก่นนคร

ต่อมาในปี 2552 กลุ่มออมทรัพย์ได้จัดตั้งเป็นสหกรณ์อย่างเป็นทางการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งกำหนดเงื่อนไขว่าผู้ขอสินเชื่อต้องจัดตั้งในรูปแบบสหกรณ์เท่านั้น การรวมตัวในลักษณะนี้จึงกลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมักเข้าไม่ถึงระบบสินเชื่อในรูปแบบทั่วไป สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับสร้างที่อยู่อาศัยได้ในฐานะกลุ่ม แทนการกู้ในนามปัจเจกบุคคล

สุชาดา สมบูรณ์ ประธานสหกรณ์เคหสถานแก่นนคร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสหกรณ์คัดกรองผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงอย่างเข้มงวด เพื่อให้ความช่วยเหลือและสิทธิในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยตกถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้มีรายได้น้อยและผู้ถูกไล่รื้อที่พักอาศัยอย่างแท้จริง

“เราต้องตรวจสอบก่อนว่าเป็นคนที่อาศัยอยู่ริมทางรถไฟจริงไหม เป็นผู้มีรายได้น้อยจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะสมัครเข้ามาออม” อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสหกรณ์เปิดให้คนนอกชุมชนสมัครเป็นสมาชิกเพื่อร่วมออมเงินได้เช่นกัน เพียงแต่ยังไม่มีบ้านรองรับเพิ่มเติม ทำให้ผู้ที่สนใจจะผ่อนเช่าบ้านในโครงการรายใหม่ต้องรอคิวตามลำดับ

สุชาดา สมบูรณ์ ประธานสหกรณ์เคหสถานแก่นนคร

สำหรับกระบวนการจัดหาที่ดินเพื่อสร้างชุมชน ปัญจนาเล่าว่าที่ดินผืนที่ใช้สร้างบ้านมั่นคงเป็นของประชาชนทั่วไป ซึ่งกลุ่มสหกรณ์มองว่าเหมาะสมสำหรับพัฒนาเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของสมาชิก เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางตัวเมืองขอนแก่นและเข้าออกได้หลายทาง ขณะนั้น เทศบาลนครขอนแก่นได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะตัวกลางช่วยประสานและเจรจาการซื้อขายที่ดินระหว่างเจ้าของที่ดินกับสหกรณ์

ในระยะแรก สหกรณ์ดำเนินการซื้อที่ดินจำนวน 8 ไร่ ในราคาไร่ละประมาณ 750,000 บาท ซึ่งพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยได้ทั้งหมด 136 หลัง โดยราคาบ้านเฉลี่ยอยู่ที่หลังละประมาณ 260,000-270,000 บาท ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่ผู้มีรายได้น้อยยังพอเข้าถึงได้ เมื่อเทียบกับราคาบ้านในตลาดทั่วไปของเมืองขอนแก่นในช่วงเวลานั้น

หลังโครงการเฟสแรกแล้วเสร็จไปประมาณ 3 ปี เทศบาลนครขอนแก่นผลักดันให้มีการขยายโครงการต่อในเฟส 2 เพื่อรองรับผู้ที่ยังไม่มีที่อยู่อาศัยเพิ่มเติม สหกรณ์จึงจัดซื้อที่ดินเพิ่มอีก 8 ไร่ ติดกับที่ผืนเดิม แต่ในช่วงเวลานั้น ราคาที่ดินในเมืองขอนแก่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก จากเดิมไร่ละไม่ถึงล้านบาทเพิ่มขึ้นเป็นประมาณไร่ละ 2 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาบ้านในเฟส 2 สูงขึ้นตามไปด้วย

“ในเฟสแรก ราคาบ้านจะอยู่ที่เกือบ 300,000 บาท ลูกบ้านผ่อนส่งกันประมาณเดือนละ 2,000 บาท แต่เมื่อราคาที่ดินหรือค่าวัสดุก่อสร้างปรับสูงขึ้นระหว่างดำเนินการในเฟสต่อมา ราคาบ้านก็จำเป็นต้องปรับขึ้นตามต้นทุนด้วย สหกรณ์ก็ต้องคุยกับผู้รับเหมาว่าจะควบคุมต้นทุนส่วนกลางได้แค่ไหน ขณะเดียวกันก็ต้องดูด้วยว่าสมาชิกที่ออมเงินไว้จะยังสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ และก่อนจะเริ่มโครงการในเฟสต่อไป เราต้องสำรวจก่อนว่ามีคนต้องการซื้อบ้านจริงไหม เพราะถ้าสหกรณ์ลงทุนก่อสร้างไปแล้วไม่มีคนจับจอง สุดท้ายหนี้ก็จะตกอยู่กับสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้กู้เงินจาก พอช.” สุชาดากล่าว

จะเห็นได้ว่าสหกรณ์เคหสถานแก่นนครทำหน้าที่เสมือนตัวกลางระหว่าง พอช. กับสมาชิกในชุมชน โดยเป็นผู้รับผิดชอบจัดเก็บค่าผ่อนบ้านจากสมาชิกและส่งต่อให้ พอช. ซึ่งกำหนดระยะเวลาการผ่อนชำระไว้ประมาณ 15 ปี ขณะเดียวกัน สหกรณ์ยังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านในรูปแบบ ‘โฉนดรวม’ โดยสมาชิกมีสิทธิ์อยู่อาศัย แต่ไม่สามารถขายหรือปล่อยเช่าให้บุคคลภายนอกได้ หากต้องการย้ายออก จะต้องขายสิทธิ์คืนให้สหกรณ์เท่านั้น

ระบบดังกล่าวถูกออกแบบขึ้นเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ การเก็งกำไร และปัญหาการถูกยึดทรัพย์จากหนี้สินส่วนบุคคลของสมาชิก และเป็นกลไกในการรักษาที่อยู่อาศัยเหล่านี้ไว้สำหรับผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง

2

เมื่อผู้คนมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกไล่รื้อ หรือจะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า พวกเขาก็สามารถนำเวลา รายได้ และพลังงานในชีวิตไปโฟกัสกับเรื่องอื่นได้มากขึ้น ทั้งการทำมาหากิน การดูแลครอบครัว หรือการวางแผนในอนาคตที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านชีวิตของผู้คนในชุมชนบ้านมั่นคงแก่นนคร

สุชาดาเล่าว่าหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดหลังสมาชิกย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชน คือหลายครอบครัวเริ่มมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยไม่สูงเท่ากับการเช่าห้องในเมือง (ผ่อนเพียงเดือนละ 2,000 บาท) รายได้ที่เคยหมดไปกับค่าเช่าจึงสามารถนำไปต่อยอดกับการค้าขายหรือใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่นได้มากขึ้น ส่งผลให้หลายครอบครัวเริ่มมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“ตอนแรกที่คนเข้ามาอยู่ ส่วนใหญ่มีแค่รถจักรยานยนต์ แต่พออยู่ไปนานๆ ก็เริ่มเห็นหลายบ้านออกรถยนต์กันมากขึ้น” สุชาดากล่าว พร้อมอธิบายว่าภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงฐานะความเป็นอยู่ที่ค่อยๆ ดีขึ้นของสมาชิกในชุมชน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็นำมาซึ่งปัญหาใหม่เช่นกัน เพราะในช่วงแรกของการออกแบบชุมชน บ้านมั่นคงไม่ได้วางแผนรองรับการเพิ่มขึ้นของยานพาหนะขนาดใหญ่ ทำให้ปัจจุบันชุมชนเริ่มเผชิญปัญหาพื้นที่จอดรถไม่เพียงพอ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ของการจัดการชุมชนที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตสมาชิก

นอกจากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือทัศนคติของผู้คนภายนอกที่เริ่มเปลี่ยนไป สุชาดาเล่าว่าในช่วงแรก หลายคนมองบ้านมั่นคงว่าเป็น ‘บ้านคนจน’ และมีภาพจำว่าโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยมักไม่น่าอยู่หรือไม่มีคุณภาพ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชุมชนค่อยๆ พิสูจน์ให้เห็นว่าบ้านสำหรับคนรายได้น้อยก็สามารถพัฒนาให้สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยได้ไม่ต่างจากที่อยู่อาศัยรูปแบบอื่น

สุชาดายังเล่าว่าในช่วงแรกของโครงการ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นพ่อแม่ที่เข้ามาตั้งหลักชีวิต แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง คนรุ่นลูกและรุ่นหลานก็เริ่มอยากเข้ามาอยู่อาศัยด้วย สะท้อนให้เห็นว่าบ้านมั่นคงเริ่มกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากเติบโตและสร้างอนาคตร่วมกัน

อีกหนึ่งจุดเด่นของบ้านมั่นคง คือรูปแบบการอยู่อาศัยที่อาศัยความสัมพันธ์ของชุมชนเข้ามาช่วยประคับประคองกัน แตกต่างจากระบบเช่าห้องทั่วไปที่หากค้างค่าเช่าเพียงไม่กี่เดือนก็อาจถูกไล่ออกทันที ที่นี่ สมาชิกยังสามารถเข้ามาพูดคุยและขอความช่วยเหลือกับสหกรณ์ได้หากประสบปัญหาทางการเงิน

สุชาดาขยายความว่าเมื่อสมาชิกเริ่มค้างชำระ สหกรณ์จะเรียกเข้ามาพูดคุยเพื่อสอบถามถึงปัญหาและหาทางออกร่วมกัน หรือในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างช่วงโควิด ก็มีนโยบายพักชำระหนี้เพื่อลดภาระให้สมาชิก รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่ค้างชำระเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้หรือยืดระยะเวลาผ่อนชำระออกไป

“ถ้าเขามีปัญหาจริง เราก็พยายามช่วยกันก่อน เพราะเราเข้าใจว่าคนหาเช้ากินค่ำบางช่วงรายได้อาจสะดุด แต่ถ้าปล่อยไว้ 5-6 เดือนแล้วยังนิ่งเฉย ไม่เข้ามาคุย ไม่พยายามแก้ปัญหา สหกรณ์ก็จำเป็นต้องเรียกมาคุยเรื่องการยกเลิกสัญญา” สุชาดากล่าว พร้อมให้ข้อมูลว่าในปัจจุบัน มีสมาชิกที่ผ่อนชำระค่าบ้านครบทั้งหมดแล้วอยู่ราว 20% ของทั้งโครงการ

3

ตลอดระยะเวลากว่าหลายปีที่ผ่านมา ที่โครงการบ้านมั่นคงแก่นนครค่อยๆ เติบโตจากกลุ่มออมทรัพย์เล็กๆ จนกลายมาเป็นชุมชนใหญ่กลางเมืองขอนแก่น ที่ดำเนินการโดยสหกรณ์ เบื้องหลังการเติบโตของชุมชนแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสมาชิกในชุมชนที่ร่วมกันขับเคลื่อนมาตั้งแต่ต้น

ดังที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า ก่อนจะกลายมาเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางเมืองขอนแก่น ซึ่งเอื้อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเดินทางออกไปทำงานและเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจอื่นๆ ได้สะดวก เทศบาลนครขอนแก่นเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ประสานการซื้อขายที่ดิน และยังถือเป็นผู้สนับสนุนการดำเนินโครงการ และที่ปรึกษาของโครงการ ขณะเดียวกัน พอช. ก็เข้ามาสนับสนุนทั้งด้านสินเชื่อ การออกแบบบ้าน และส่งทีมสถาปนิก และเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านอื่นๆ มาทำงานร่วมกับสหกรณ์อย่างใกล้ชิด

ปัญจนาเล่าว่าก่อนที่บ้านแต่ละหลังจะถูกสร้างขึ้น มีการประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่องแทบทุกเดือน ทั้งระหว่างหน่วยงานและสมาชิกในชุมชน เพื่อออกแบบรายละเอียดต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้อยู่อาศัยจริง โดยรายละเอียดรูปแบบบ้าน สมาชิกเองก็มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

“เดิมทีแบบบ้านในเฟสแรกถูกออกแบบให้เป็นบ้านชั้นเดียว แต่เมื่อมีการประชุมร่วมกับสมาชิกทั้ง 136 ครัวเรือนในโครงการเฟสแรก หลายคนเห็นตรงกันว่าอยากได้บ้านสองชั้นมากกว่า เพราะมองว่าจะมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นและเหมาะกับการอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ เราก็ปรับตามเสียงผู้อยู่อาศัย” เธอกล่าว

นอกจากนี้ คณะกรรมการสหกรณ์ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการโครงการก็ล้วนมาจากคนในชุมชนและเป็นเจ้าของบ้านในโครงการเอง อีกทั้งหลายคนทำหน้าที่คณะกรรมการสหกรณ์และผู้นำชุมชนในเวลาเดียวกัน ทำให้การดำเนินงานหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ เกิดจากความเข้าใจปัญหาและบริบทของคนในพื้นที่โดยตรง เธอยังเล่าว่าภายในชุมชนมีการประชุมสามัญประจำปีเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการ และมีการประชุมประจำเดือนเพื่อติดตามทั้งสถานะหนี้ การจัดการปัญหาภายใน และแนวทางพัฒนาชุมชนร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อชุมชนขยายใหญ่ขึ้น ปัญหาสังคมบางอย่างก็เริ่มปรากฏชัดขึ้น ทั้งสุชาดาและปัญจนามองตรงกันว่า ‘ยาเสพติด’ คือหนึ่งในปัญหาที่น่ากังวลที่สุด ทั้งสองให้ข้อมูลว่าหากพบว่าสมาชิกหรือผู้อยู่อาศัยมีคดีเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัด หรือบางกรณีอาจจำเป็นต้องย้ายออกจากชุมชน ขณะเดียวกัน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ก็เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนกระบวนการบำบัดของสมาชิกและดูแลสุขภาวะสมาชิกในชุมชนด้วย

ปัญหายาเสพติดยังเชื่อมโยงไปถึงความกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุลักขโมยภายในชุมชนขึ้นหลายครั้ง ผู้บริหารชุมชนจึงตัดสินใจติดตั้งกล้องวงจรในหลายจุด แต่สุชาดามองว่าสิ่งสำคัญไม่แพ้ระบบรักษาความปลอดภัย คือการที่คนในชุมชนยังช่วยกันเป็นหูเป็นตาและดูแลกันเอง

สำหรับก้าวต่อไปของบทบาทสหกรณ์ สุชาดามองว่านอกจากการเก็บค่างวดและบริหารหนี้แล้ว เธออยากต่อยอดบทบาทสหกรณ์ไปสู่การส่งเสริมทักษะอาชีพและสร้างโอกาสที่มากขึ้นในการหารายได้ให้กับสมาชิก โดยที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรมบ้างแล้ว เช่น อบรมทำลูกประคบสมุนไพร การแปรรูปอาหาร หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่สามารถพัฒนาเป็นอาชีพเสริมได้

ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับผู้คนในชุมชนบ้านมั่นคง ความยั่งยืนอาจไม่ได้หมายถึงเพียงการมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่คือการมีชีวิตที่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีชุมชนที่ช่วยพยุงกัน และมีโอกาสในการสร้างอนาคตต่อจากหลักประกันขั้นแรกอย่างที่อยู่อาศัยที่มั่นคง

ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ The101.world
เรื่อง: เพ็ญพิชชา มุ่งงาม
ภาพประกอบ: พิรุฬพร นามมูลน้อย

กลับหน้าข่าวสารและบทความ