ผ่านพ้นช่วงเวลาอากาศร้อนจัดประจำปี และสิ้นสุดมาตรการ ‘ห้ามเผาเด็ดขาด’ ไปแล้วในหลายจังหวัดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ไฟป่าอาจยังไม่คลี่คลายหายไปเสียทีเดียว เพราะข่าวคราวเรื่องดังกล่าวยังปรากฏให้เห็นประปรายในช่วงเดือนพฤษภาคม และถึงแม้ฤดูฝนกำลังจะมาเยือน จนทำให้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนืออาจเบาบางลงชั่วคราว อีกไม่นานเราก็คงต้องกลับมาพูดเรื่อง ‘ไฟป่า’ ‘การเผา’ และ ‘การแก้ปัญหาฝุ่นควัน’ กันใหม่
และหลายครั้งที่พูดเรื่องนี้ ไม่มากก็น้อยคงมีคนมองว่าชาวบ้านในพื้นที่คือตัวปัญหา ต้นตอของการเผาทำลายป่า ขาดจิตสำนึกจนต้องใช้บทลงโทษทางกฎหมายเข้ามาช่วยควบคุมพฤติกรรม
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง มาตรการห้ามเผาเด็ดขาดจากรัฐส่วนกลางไม่ได้ช่วยให้การเผาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือซับซ้อนเกินกว่าจะสรุปได้ว่ามีสาเหตุจากการเผาป่า (หรือเผาในภาคการเกษตร) เพียงเท่านั้น และสำคัญที่สุด คือภาคประชาสังคมในหลายจังหวัดได้ทำงานอย่างแข็งขันเรื่องการปลูกฝังจิตสำนึกให้ชาวบ้านรู้จักใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ป่า ตั้งแต่ก่อนที่รัฐจะตระหนัก (หรือถูกร้องเรียน) เรื่องฝุ่นควันและผลกระทบต่อสุขภาพผู้คนเสียอีก
ชาญ อุทธิยะ หรือพ่อหนานชาญ ปราชญ์ชุมชนและอุปนายกสมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชนจังหวัดลำปาง คือหนึ่งในคนทำงานเรื่องนี้ในลำปางมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี เขาสอนชาวบ้านทำฝายชะลอน้ำเพื่อรักษาป่าต้นน้ำ เข้าถึงชาวบ้านที่มีวิถีชีวิตพึ่งพิงป่าในหลายร้อยหมู่บ้าน และอบรมเปลี่ยนทัศนคติให้หยุดเผาป่าชุมชน กระทั่งร่วมมือกับนักวิชาการ ทำงานวิจัยเพื่อหาหนทางฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
จนถึงวันนี้ พ่อหนานชาญในวัยเกือบ 70 ปียังคงเดินหน้าทำงานเรื่องเดิมๆ ไม่ใช่เพราะชาวบ้านไร้จิตสำนึก แต่เพราะรากเหง้าของปัญหาไฟป่าพัวพันกับปัญหาใหญ่ยิ่งกว่าในสังคม คือความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเรื้อรัง

พ่อหนานชาญ – ชาญ อุทธิยะ
จากปัญหาหนี้สิน ถึงคำถามเรื่องการดูแลป่า
ก่อนมาทำงานเกี่ยวกับการดูแลป่าชุมชนและดับไฟป่า พ่อหนานชาญเริ่มต้นจากการเป็นนักวิจัยท้องถิ่นที่สนใจเรื่องปัญหาหนี้สินในภูมิลำเนาของตนอย่างชุมชนบ้านสามขา ตำบลหัวเสือ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในช่วงต้นทศวรรษ 2540 โดยในระหว่างการทำงานวิจัยนั้นเอง ที่พ่อหนานชาญได้สังเกตเห็นรายรับของชาวบ้านที่มาจาก ‘ป่า’ ผ่านการเก็บข้อมูลผ่านบัญชีครัวเรือน
“ปัญหาในสังคมไทย มันก็เหมือนเสื้อไหมพรม” เขาเกริ่นขึ้นมาก่อนลงรายละเอียด – มันหมายถึงว่าหลายปัญหาเรื้อรังของสังคมมีความเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น เป็นต้นเหตุของกันและกัน ส่งผลกระทบต่อกัน ดังนั้น หากเริ่มดึงปลายไหมพรมสักเส้นไปเรื่อยๆ ก็อาจพบปัญหาอื่นๆ มากขึ้น ในกรณีของพ่อหนานชาญ การแก้ปัญหาหนี้สินได้พาเขาทำงานลากยาวไปสู่เรื่องการดูแลรักษาป่า
“งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่เราทำที่บ้านสามขา ใช้เครื่องมือหนึ่งคือบัญชีครัวเรือน ตัวบัญชีครัวเรือนนี้อาจเปรียบเสมือนกระจกเงาหรือเข็มทิศของปัญหา เพราะมันมีรายละเอียดรายรับและรายจ่ายทั้งหมด แน่นอนว่ารายรับส่วนหนึ่งในสังคมชนบทก็หนีไม่พ้นเรื่องค่าตอบแทนจากภาคเกษตร แต่บังเอิญเราสังเกตเห็นว่ารายรับส่วนหนึ่งมีที่มาจากป่า สูงพอๆ กับรายได้จากการเกษตร ซึ่งเป็นรายรับสุทธิ แทบไม่มีการลงทุนหรือจ่ายต้นทุน ไม่เหมือนรายได้จากการเกษตรที่เวลาหักต้นทุนแล้วเหลือรายได้ไม่ถึงครึ่ง”
จากถ้อยคำของพ่อหนานชาญ ดูเหมือนป่าจะมีผลผลิตให้ชาวบ้านได้เก็บเกี่ยวไปค้าขายและบริโภคได้แทบตลอดทั้งปี “ช่วงมีนาคม เมษายนที่แล้งสุดๆ คนอาจจะเห็นป่าหน้าแล้งไม่น่าจะมีอะไร ปรากฏว่ามีไข่มดแดง มีผักหวานป่า” เขาอธิบาย “สิ่งที่ปรากฏในบัญชีครัวเรือนคือเฉพาะรายได้ที่เขาขายป่าด้วยนะ ยังไม่นับของที่เก็บมาบริโภคในครัวเรือน คือมันมหาศาล”
คำถามเรียบง่ายและสั้นกระชับที่ตามมาหลังจากพ่อหนานชาญเห็นข้อมูลเหล่านั้น คือ ‘ป่าให้เรามากขนาดนี้ แล้วเราให้อะไรกับป่าบ้าง?’ และนำมาสู่ความพยายามหาคำตอบว่า ‘เราจะฟื้นฟูและดูแลป่าอย่างไร?’
สำหรับคนเป็นนักวิจัย จะลงมือทำสิ่งใดต้องอยู่ฐานความรู้และข้อมูลข้อเท็จจริง พ่อหนานชาญจึงเริ่มจากการดูตัวอย่างการทำงานอนุรักษ์ป่าจากที่อื่นๆ หนึ่งในนั้นคือโครงการฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ ที่ห้วยฮ่องไคร้ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
เขาเล่าว่าตอนนั้นหลังกลับจากการดูงาน ก็มีทั้งกลุ่มคนที่มุ่งมั่นอยากทำ คนที่ออกปากว่าจะสนับสนุน และคนที่คัดค้านโดยอ้างว่าไม่มีงบ ไม่มีนักวิชาการคอยให้ความรู้เหมือนพื้นที่ในโครงการหลวง ตนจึงใช้วิธีรวบรวมนักเรียนอาสาสมัครจากโรงเรียนบ้านสามขามาทดลองสร้างฝายชะลอน้ำบริเวณป่าใกล้โรงเรียนก่อน และจากกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ นี้ก็ได้ขยายวงไปสู่ผู้ปกครอง สู่ชาวบ้านทั่วไป ทำให้คนในพื้นที่บ้านสามขาเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมว่าฝายชะลอน้ำสามารถฟื้นฟูป่าต้นน้ำได้จริง
อย่างไรก็ดี แม้ชาวบ้านจะร่วมใจกันสร้างฝายหลายร้อยตัวในป่า “แต่เหมือนเราเริ่มนับหนึ่งใหม่อยู่ตลอด เพราะพอหน้าแล้งมา เราไม่ดูแลเรื่องไฟป่า ไฟมาก็ไหม้ฝายหมด” พ่อหนานชาญกล่าว และเสริมว่าต่อให้ในหมู่บ้านจะมีอาสาสมัครทำหน้าที่คอยดับไฟ แต่ก็ไม่นับว่าเป็นงานง่ายในตอนนั้น เพราะยังถูกตำหนิจากกลุ่มคนที่เผาป่าเพื่อเร่งให้ผักหวานแตกยอดอ่อน หรือเห็ดเผาะงอกงาม ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ราคาดีของชาวบ้าน
“แต่เราไม่ยอมแพ้” – อีกครั้งที่ความเป็นนักวิจัยในตัวพ่อหนานชาญลุกโชน เขาเชื่อว่าพลังของข้อมูลและความรู้สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติและวิถีชีวิตของผู้คน จึงเก็บข้อมูลเห็ดชนิดต่างๆ ในพื้นที่ป่า นำมาเปรียบเทียบให้ชาวบ้านเห็นภาพว่า “เห็ดเผาะบางปีต่อให้เผาจนเตียนมันก็ไม่ออก แต่เห็ดลม เห็ดระโงก เห็ดโคน เห็ดอะไรต่างๆ เวลาไม่เผา มันออกทุกปี แทบไม่เว้นปี
“เราเก็บข้อมูลเปรียบเทียบให้เขาเห็นว่านี่ไง พอเราไม่เผา ธรรมชาติก็สร้างสรรค์อาหารอื่นมาชดเชยให้”
นอกจากอาหาร พ่อหนานชาญและทีมงานยังช่วยกันเก็บข้อมูลสัตว์ป่าและแมลง เช่น ตัวต่อและผึ้ง ที่เป็นอาหารยอดนิยมของคนเหนือ แต่ห่างหายไปจากป่านานหลายสิบปี เมื่อหยุดเผาป่า แมลงเหล่านี้ก็กลับมาสร้างน้ำผึ้ง หรือจับตัวไปขายก็ได้กิโลกรัมละหลายร้อยบาท จนชาวบ้านค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ เลิกเผาป่า หรือกระทั่งไม่ตำหนิติเตียนอาสาสมัครดับไฟป่า
“ระยะหลัง คนขึ้นไปดับไฟป่า ผู้เฒ่าผู้แก่หรือคนในชุมชนยังฝากอาหารการกินไปให้ จนกระทั่งคนขนเสบียงเอาไปแทบไม่หมด” พ่อหนานชาญว่า “ถึงวันนี้ที่บ้านสามขาก็ไม่มีการเผาป่ามานับ 20 ปีแล้ว” โดยไม่ต้องเผาเพื่อกำจัดเชื้อเพลิงใบไม้แห้งด้วย เนื่องจากระบบนิเวศของป่าชุมชนบ้านสามขาอุดมสมบูรณ์ มีมดปลวกช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุต่างๆ แทนการใช้ไฟ
ความสำเร็จในพื้นที่บ้านเกิดกลายเป็นต้นแบบให้พ่อหนานชาญขยับขยายการทำงานไปสู่พื้นที่อื่นๆ จากบริเวณลุ่มน้ำห้วยสามขา สู่แถบลำน้ำจาง ถึงลุ่มแม่น้ำวัง จนสร้างเครือข่ายป่าชุมชน และจดทะเบียนเป็นสมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน จังหวัดลำปาง ในปี 2557
ปัจจุบันสมาคมของพ่อหนานชาญยังคงดำเนินโครงการเกี่ยวกับการดูแลป่าชุมชนในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างอาสาสมัครป้องกันไฟป่า ซึ่งเขากล่าวว่าในปีนี้ (2569) มีแผนการทำงานร่วมกับหมู่บ้านกว่า 400 แห่ง รวม 8 อำเภอ จากทั้งหมด 13 อำเภอในลำปาง ทั้งวังเหนือ งาว แม่เมาะ แจ้ห่ม เมืองปาน เถิน แม่พริก และอำเภอเมืองลำปาง
ภารกิจบรรเทาพิษเหลื่อมล้ำ และดับไฟในใจคน
ครั้นขยายขอบเขตการทำงานรักษ์ป่าไปถึงพื้นที่อื่นในลำปาง พ่อหนานชาญพบว่าแม้จะอยู่จังหวัดเดียวกัน แต่รายละเอียดปัญหาเรื่องป่าแต่ละแห่งนั้นกลับไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นในอำเภอแจ้ห่มและวังเหนือ ประสบปัญหาชาวบ้านทำเกษตรเชิงเดี่ยวรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่น้ำวัง ทางอำเภองาวเจอการลักลอบตัดไม้จากการจ้างวานโดยนายทุนในต่างประเทศ ขณะที่อำเภอทางใต้ของลำปาง อย่างเถิน หรือแม่พริก คล้ายคลึงกับบ้านสามขาในแง่ว่าชาวบ้านเผาป่าเพื่อหาเห็ดเผาะ
เมื่อปัญหาต่างกัน วิธีแก้ก็ต่างกัน กระนั้น พ่อหนานชาญกลับชี้ให้เห็นว่าการที่ชาวบ้านจำนวนมากมีวิถีชีวิตพึ่งพิงกับป่า จนอาจถูกมองว่าเป็นการทำลายป่าในสายตารัฐและสังคม ล้วนมีสาเหตุเดียวกัน คือมาจากความเหลื่อมล้ำในสังคมทั้งสิ้น
“ความเหลื่อมล้ำเนี่ยเริ่มตั้งแต่ในหมู่บ้านและชุมชน บางคนเกิดมา บรรพบุรุษหาของป่า แล้วก็ไม่มีโอกาสส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือ เพราะการส่งลูกเรียนต้องใช้เงินมหาศาล ถึงหลายคนจะพยายามทุ่มเททุกอย่างเพื่อส่งลูกเรียนจบ แต่การจ้างงาน บางครั้งก็ต้องอาศัยการอุปถัมภ์ ต้องรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ฝากเข้าตรงนั้นตรงนี้ ถ้าเด็กไม่เก่งจริง โอกาสจะได้ทำงานดีๆ มันยาก” พ่อหนานชาญไล่เรียงให้เห็นภาพ
“สุดท้ายคนก็ต้องเดินเข้านิคมอุตสาหกรรม อายุครบ 45 ปีก็เกษียณ ออกมาก็อยู่ในวังวนเดิม ต้องกลับมาหาของป่า หากินกับป่า หนีไม่พ้นวงจรนี้”
เขาเปรียบเทียบโครงสร้างประชากรในสังคมว่าเหมือนกับเจดีย์ บนยอดคือกลุ่มที่เข้าถึงการศึกษาและประสบความสำเร็จ มีหน้าที่การงานมั่นคง ซึ่งมีเพียงจำนวนน้อย คนธรรมดาๆ เรียนไม่เก่ง โอกาสทางเศรษฐกิจไม่สูงนัก คือส่วนกลางของเจดีย์ และฐานเจดีย์ หรือกลุ่มที่เขากล้าพูดว่าเป็นคนจำนวนมากในสังคมชนบท ทั้งเข้าถึงการศึกษาได้ยาก ขาดแหล่งงานที่มั่นคง จนต้องพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิต
ยิ่งไปกว่านั้น พ่อหนานชาญมองว่ากลุ่มฐานเจดีย์นี้ยังขาดโอกาสในการเรียนรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อธรรมชาติจากไฟป่าและน้ำมือของมนุษย์ รวมถึงขาดความรู้เรื่องการอนุรักษ์ป่า เขาจึงตั้งเป้าหมายว่าจะทำงานกับคนกลุ่มนี้ในหมู่บ้านต่างๆ ให้มากที่สุด
“พ่อคิดว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไม่สามารถทำได้ ถ้าฐานคิดของเขายังเหมือนเดิม ถ้าจะเปลี่ยนพฤติกรรมคน ต้องไปเปลี่ยนที่ฐานคิดก่อนลงไปพัฒนาทักษะ ให้ความรู้ใหม่กับเขา พอฐานคิดเปลี่ยน ถึงจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยก็เปลี่ยนจากการทำลายมาเป็นอนุรักษ์ แบบนี้จะแก้ปัญหาได้ยั่งยืนกว่า”
โจทย์หลักคือการเข้าถึงตัวชาวบ้านที่ขาดความรู้ ยังจุดไฟเผาป่าหรือทำไร่รุกป่าตามวิถีเดิมๆ อยู่ พ่อหนานชาญใช้วิธีสอบถามจากบรรดาผู้ใหญ่บ้านหรือคนในพื้นที่ จนรวบรวมรายชื่อกลุ่มเป้าหมายว่าควรทำงานปรับเปลี่ยนความคิดของใครเป็นพิเศษบ้าง
“เราต้องไปคุยกับเขาก่อน ว่ามีเหตุผลอะไรในการพึ่งพิงป่า เคยเข้าป่าไปจุดไฟไหม เหตุผลที่จุดคืออะไร เราต้องรู้เบื้องหลังของเขาให้หมดก่อน และต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจว่าจะไม่เป็นพิษเป็นภัยกับเขา” พ่อหนานชาญอธิบาย และเสริมว่าท่าทีการพูดคุยหรือแสดงออกต่อชาวบ้านนั้นสำคัญ หากแสดงออกว่า ‘พวกเขาคือตัวปัญหา ให้มาเข้ารับการอบรม’ ก็แทบไม่มีโอกาสสำเร็จเลย
“พ่อเลยออกแบบว่าเวลาไปพูดกับคนเหล่านั้น ต้องบอกว่าเขาเป็นคนมีประสบการณ์เรื่องป่า ขึ้นเขาเป็นประจำ เพราะฉะนั้นงานไฟป่า ถ้าขาดเขาก็ไม่มีใครทำสำเร็จ เราถึงได้คนเหล่านั้นมาร่วมอบรม ทำงานกับความคิดของเขา
“ชาวบ้านที่อยู่กับป่าซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงนั่นแหละ ที่จะเป็นคนหยุดไฟป่าในพื้นที่ได้ ปัญหาคือถ้าไฟในใจคนมันไม่ดับ ต่อให้ทำแนวกันไฟมากแค่ไหน ไฟก็ยังคงไหม้ เพราะแนวกันไฟมันกันคนไม่ได้ การจะดับไฟป่าได้ ต้องดับไฟในใจคนก่อน”
นอกจากทำงานทางความคิด สร้างทักษะความรู้เรื่องภัยไฟป่าและการดับไฟ พ่อหนานชาญยังคงใช้แนวทางที่เคยทำสำเร็จในบ้านสามขาเช่นเดียวกัน นั่นคือ ‘การทำให้ดูเป็นตัวอย่าง’ เพื่อแสดงผลลัพธ์ (“อายุปูนนี้ เวลาลงไปอบรมเรื่องฝาย พ่อก็ต้องทำฝายกับเขา” – ชายวัยเฉียด 70 ปี หัวเราะเบาๆ) ส่วนสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมา คือการทำงานร่วมกับภาคี ใช้ข้อมูลงานวิจัยมาเปลี่ยนความเชื่อ เช่น ทำงานร่วมกับนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อหาวิธีเพาะเชื้อเห็ดเผาะให้งอกงามแบบปราศจากการเผา และมองหาวิธีแปรรูปให้ของป่ามีคุณภาพยืนยาวมากขึ้น จนสามารถขายนอกฤดูกาล หรือสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า ให้ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น ซึ่งพ่อหนานชาญมองว่าจะนำมาสู่ความหวงแหนผืนป่า และสำนึกรับผิดชอบในฐานะที่ป่าเป็นแหล่งทำกินสำคัญของพวกเขา
ทำนองเดียวกัน สิ่งที่พ่อหนานชาญริเริ่มทำในช่วงที่ผ่านมา คือการทำงานเสริมสร้างพลังบวกแก่เยาวชนนอกระบบ เปลี่ยน ‘เด็กตัวปัญหา’ ให้กลายเป็น ‘กำลังหลักและอนาคตของท้องถิ่น’ ควบคู่ไปกับเรื่องอนุรักษ์ป่า
“พ่อเก็บตกเด็กที่หลุดออกจากนอกระบบการศึกษา เด็กติดเหล้า ติดยา เกเรอะไรต่างๆ เรียนจบแค่ ม.1 ม.2 ที่หลายคนบอกเป็นภาระสังคม ถามว่าถ้าคิดแบบนั้น ต่อไปข้างหน้า คนเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน จะไปหาจากไหน เพราะละอ่อนที่เรียนจบไปก็ไปอยู่ในนิคมกันหมด แล้วใครจะกลับมาดูแลบ้าน” พ่อหนานชาญว่า
“ที่บ้านสามขา เราเลยพยายามเอาเด็กเหล่านี้มาเป็นอาสาป้องกันไฟป่า จะดูดยา กินเหล้าบ้าง เราก็ปล่อยเขา แต่ส่วนกิจกรรมที่เราคาดหวังให้เข้ามาเรียนรู้ เขาต้องมา วันนี้เราเลยได้เด็กกลุ่มนี้มาเป็นกำลังหลักให้ผู้ใหญ่บ้าน เวลาเกิดไฟป่า พวกเขาเป็นแนวหน้าเลย
“ถ้าเปลี่ยนเขาได้ พลังบวกในตัวเขาก็มีเยอะ เราต้องทำให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง แล้วสุดท้ายเรื่องยาเสพติด ถ้าเกิดเขาเรียนรู้และเห็นพิษภัยของมัน เขาจะเลิกไปเอง เราไม่ต้องคุยอะไรมาก ให้เขาเข้ามาเรียนรู้กับเราก่อน”
ไม่เพียงเท่านั้น สมาคมของพ่อหนานชาญยังพาเยาวชนภายใต้เครือข่ายป่าชุมชนมาเข้าค่ายเพิ่มพูนจิตอาสาและให้ความรู้เรื่องการรักษาทรัพยากรในโรงเรียนบ้านสามขา เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ รู้จักคุณค่าของป่า ตลอดจนเรียนรู้การเขียนโครงการเพื่อพัฒนาชุมชน และวางแผนว่าจะขยายการทำงานเจาะกลุ่มเยาวชนจากบ้านสามขาไปเรื่อยๆ ถึงพื้นที่อื่นๆ ตราบเท่าที่มีกำลังและงบประมาณ
คอขวดของปัญหาไฟป่า อาจไม่ได้มาจากชาวบ้านตาดำๆ
แม้ว่าพ่อหนานชาญจะพยายามทำงานเรื่องดับไฟป่ากับชุมชนมานานหลายปี แต่บนหน้าสื่อก็ยังมีข่าวคราวเรื่องไฟป่าและฝุ่นควันในจังหวัดลำปางปรากฏให้เห็น ส่วนนี้พ่อหนานชาญยอมรับว่าตนทำงานป้องกันไฟป่าได้แค่ในพื้นที่ป่าชุมชน ยังมีพื้นที่ป่าประเภทอื่นอีกมากในลำปางภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ ซึ่งเขาไม่อาจคาดหวังให้เจ้าหน้าที่ดูแลได้อย่างทั่วถึง เพราะนอกจากมีจำนวนคนน้อย เรื่องความรู้และทักษะในการดับไฟ เผลอๆ จะไม่เชี่ยวชาญเท่าชาวบ้านเสียด้วยซ้ำ
ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัดอย่างสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) ก็ขาดแคลนบุคลากรไม่ต่างกัน ทั้งยังติดระเบียบราชการบางประการ ทำให้หลีกเลี่ยงการทำงานที่มองว่าอาจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการอื่นๆ
ด้านคนที่มีอำนาจสูงสุดเช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด พ่อหนานชาญก็พูดได้แค่ ‘เลิกหวัง’ เพราะผู้ว่าฯ ลำปางมักดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 ปี การทำหนังสือติดต่อ ยื่นข้อเสนอต่างๆ ต้องอาศัย ‘กำลังภายใน’ เสียมาก ยังไม่นับว่างานวิจัยความรู้จากชุมชน ภูมิปัญญาชาวบ้าน มักไม่ถูกมองเห็นจากผู้กำหนดนโยบาย หรือสวนทางกับนโยบายที่มาจากส่วนกลาง ทำให้ไม่ถูกนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย
ตอนนี้ คนที่แลดูจะกระตือรือร้นรับฟังเสียงจากชาวบ้านมากที่สุด คงเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กระนั้น พ่อหนานชาญก็เห็นข้อจำกัดในการทำงานหลายด้าน เช่น แม้มีงบประมาณสนับสนุนเรื่องการป้องกันไฟป่า แต่ด้วยแนวคิดการทำงานตามกรอบของราชการ ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาคือการจ้างคนดูแลไฟป่าเฉพาะเวลาราชการ 8.00-16.30 น. หลังจากนั้นหากเกิดไฟป่า ชาวบ้านก็ต้องดับกันเอง หรือการคัดเลือกคนดูแลไฟ บางครั้งก็เป็นผู้หญิง เป็นคนแก่ ที่ไม่สามารถเข้าไปดับไฟเองได้ และกลายเป็นว่าคนที่ไม่ได้รับเงินสนับสนุนก็ไม่ยอมเข้าไปช่วยดับไฟ เป็นต้น
สรุปสั้นๆ ได้ว่าด้วยกฎระเบียบและโครงสร้างอำนาจที่แข็งตัว ขาดการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องป่าไม้ ทำให้เกิดภาวะต่างคนต่างทำ องค์ความรู้ชาวบ้านไม่ถูกนำไปต่อยอด กระทั่งการป้องกันไฟป่าก็ไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร
พ่อหนานชาญยอมรับว่าตัวเขาอยากเห็นระบบและกลไกที่สามารถแก้ไขปัญหาไฟป่าได้อย่างยั่งยืน ส่งเสริมทักษะความรู้แก่ชาวบ้าน และเกิดความร่วมมือกันภายในจังหวัด หรือกระทั่งข้ามจังหวัด “เพราะตอนนี้เราทำงานอย่างโดดเดี่ยวมาก” ต่อให้มีหลายองค์กรที่พยายามผลักดันประเด็นเดียวกัน แต่กลับไม่มีพื้นที่ให้ทุกคนมาร่วมแลกเปลี่ยนกัน
มิหนำซ้ำ เขายังรู้สึกว่าสมาคมของเขาต้องแบกความคาดหวังของทั้ง 400 กว่าชุมชนในลำปาง ทั้งในเรื่องการดำเนินงานและงบสนับสนุนอุปกรณ์ดับไฟ หรือค่าจ้างอาสาสมัคร ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจาก อบจ.แล้ว แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง จนเขาต้องพึ่งภาคเอกชนในการจัดซื้ออุปกรณ์ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อสิทธิประโยชน์ด้านลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม
“คำถามอมตะคือถ้าพ่อตาย คนที่จะมาทำงานต่อในพื้นที่คือใคร” พ่อหนานชาญหัวเราะปลงๆ “นักปฏิบัติเนี่ย พ่อสร้างได้หลายคนแล้ว แต่ถ้าเป็นนักคิด นักออกแบบวางแผน พ่อก็ยังไม่ได้สักคน”
ต่อประเด็นนี้ นิตยา บุณยะภักดิ์ ผู้ประสานงานสมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน จังหวัดลำปาง สะท้อนเพิ่มเติมว่าที่ผ่านมา การทำงานในพื้นที่จังหวัดลำปางยังประสบปัญหาว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลทำไร่ทำนา –ซึ่งกินระยะเวลายาวนานเกือบครึ่งปี- ก็ไม่สามารถเข้าไปอบรมหรือชักชวนมาทำงานอื่นได้ ครั้นอบรมให้ความรู้แล้ว หลายแห่งก็ไม่นำไปขยายผลต่อ
ขณะเดียวกัน แม้พ่อหนานชาญและพวกเธอทำงานร่วมกับชุมชนหลายแห่งเพื่อป้องกันไฟป่าอย่างแข็งขัน แต่ก็ไม่อาจป้องกันไฟที่ข้ามเขตมาจากจังหวัดอื่นได้ ครั้นเข้าไปเจรจากับหน่วยงานภาครัฐ แต่ละแห่งกลับมองว่าปัญหาดังกล่าวอยู่นอกขอบเขตภารกิจหลักของหน่วยงาน เมื่อขาดคนเป็นเจ้าภาพ ปัญหาเดิมๆ จึงยังดำเนินต่อไป
ทั้งนี้ อุปสรรคด้านกฎหมายเองก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เธอมองว่าสำคัญ โดยเฉพาะกรณีการนำป่าชุมชนขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เพื่อหารายได้จากการซื้อขายคาร์บอนเครดิตมาสนับสนุนชุมชน ซึ่งจากพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ.2562 มาตรา 50 เปิดโอกาสให้สมาชิกป่าชุมชนมีสิทธิใช้ประโยชน์จากผลผลิตและบริการป่าชุมชนได้ โดยต้องสอดคล้องกับแผนจัดการป่าชุมชนที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดอนุมัติ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สังกัดกรมป่าไม้ กลับอ้างมาตรา 18 ที่ว่าการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าชุมชนต้องคำนึงถึงกฎหมายว่าด้วยป่าไม้และกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติด้วย ทำให้หลายครั้งการยื่นขอขึ้นทะเบียน T-VER ดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่รัฐปัดตกไป โดยไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นการป้องกันภาคเอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชุมชนเพื่อการฟอกเขียว หรือเป็นการยื้อรั้งไว้เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์อื่นกันแน่
สำหรับมุมมองของพ่อหนานชาญ เขากล่าวว่าหากขึ้นทะเบียน T-VER สำเร็จ อย่างน้อยพื้นที่ป่าดังกล่าวจะได้ปลอดไฟป่าไปอีก 10 ปี “ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศและทรัพยากรป่าไม้มันเร็วและแรงมาก 10 ปีก็ถือว่ายั่งยืนประมาณหนึ่งแล้ว” และถึงแม้แรกเริ่มจะต้องอาศัยการซื้อขายคาร์บอนเครดิตกับเอกชนเพื่อหาทุนตั้งต้นก่อน แต่ในอนาคต เมื่อชุมชนมีงบประมาณเพียงพอ ก็มีศักยภาพในการพัฒนาด้านอื่นๆ ได้อีกมาก
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาชุมชน แก้ปัญหาไฟป่าอย่างยั่งยืน หรือเรื่องใดก็ตาม อาจจะต้องหันกลับมาพิจารณาหัวใจหลักสำคัญสองประการ
หนึ่งคือการปลดล็อกปัญหาเชิงโครงสร้าง และสอง คือให้คนในท้องถิ่นได้ตัดสินใจบริหารจัดการพื้นที่ตนเอง – ไม่น้อยไปกว่านี้
ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ The101.world
เรื่อง: ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด



