1.

จากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1001 เชื่อมต่อระหว่างอำเภอสันทราย ถึงอำเภอแม่แตงในจังหวัดเชียงใหม่ มีถนนหลากเส้นแตกสาขาออกมาราวกิ่งก้านของต้นไม้ แต่มีเพียงกิ่งเดียวที่สามารถเชื่อมไปยังอ่างเก็บน้ำแม่นาป้าก ในตำบลแม่หอพระ เป็นถนนลูกรังที่ยิ่งขับรถเข้าไปลึก ยิ่งโขยกเขยก และทิวทัศน์ก็ยิ่งเปลี่ยนจากเมืองเป็นทุ่งหญ้า เป็นป่า จนในที่สุดก็เห็นเป็นเนินเขาสีเขียวทอดแนวยาวโอบล้อมผู้มาเยือนจากทุกทิศทาง
อ่างเก็บน้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ยอดนิยมของนักตกปลาในพื้นที่ใกล้เคียง และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังรอการถูกค้นพบในชุมชนบ้านแม่นาป้าก ผิวน้ำนิ่งเรียบสะท้อนภาพท้องฟ้าช่วงเวลาสาย ไล่สีเสมือนผ้ามัดย้อม จากเข้มไปอ่อน แล้วจึงจรดกับทิวไม้เขียวเข้ม ป่าที่เห็นในภาคเหนือส่วนใหญ่มักเป็นป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณมักจะผลัดใบในช่วงฤดูแล้ง หรือตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน ส่วนป่าเต็งรังก็ขึ้นชื่อเรื่องต้นไม้สูงโปร่ง ดินแห้งแล้ง และเป็นป่าที่เกิดไฟได้ง่ายเป็นประจำ
วันนั้นเป็นหนึ่งวันในปลายเดือนมกราคม 2569 ต้นไม้เริ่มโหมโรงสลัดใบ ฟากหนึ่งของอ่างเก็บน้ำมีร้านคาเฟ่เล็กๆ ไว้บริการนักท่องเที่ยว หน้าร้านและบนแก้วเครื่องดื่มประดับภาพลายเส้นเป็นรูปผู้ชายสวมชุดข้าราชการหน้าตายิ้มแย้ม พร้อมกับชื่อ ‘พ่อหลวงเจมส์บอล’ ที่ชวนนึกถึงสายลับชื่อดังจากหนังเก่า ‘พยัคฆ์ร้าย 007’ แต่ ‘เจมส์บอล’ ที่เดินทางมาพบเรา ณ คาเฟ่ของเขานั้นยังดูหนุ่มแน่นกว่าฌอน คอนเนอรี ตอนรับบทเมื่อปี 1962 หรือแดเนียล เครก พยัคฆ์ร้ายคนล่าสุดตอนปี 2021 เสียอีก
ปฐมพงศ์ เจริญมูล หรือเจมส์ รับบท ‘พ่อหลวง’ หรือผู้ใหญ่บ้านตามภาษาเหนือ ประจำหมู่ที่ 6 ตำบลแม่หอพระ ตั้งแต่อายุ 25 ปี จนตอนนี้ย่างเข้า 31 มาพร้อมทีมงานหลายชีวิตสวมเสื้อปักตัวอักษรกลางหลังเด่นชัดว่า ‘อาสาดับไฟป่า บ้านแม่นาป้าก’ และพ่อสงัด ชายสูงวัยที่เขาแนะนำว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้านผู้มีประสบการณ์เดินป่ามาทั้งชีวิต กับรถกระบะอีกหนึ่งคัน เตรียมอำนวยความสะดวกให้คณะเดินทางได้เที่ยวชม ‘ป่าชุมชนบ้านแม่นาป้าก’

พ่อสงัดและพ่อหลวงเจมส์
คำว่า ‘ป่าชุมชน’ นี้ คือป่าที่ได้รับการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ.2562 ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมกับรัฐในการดูแล บำรุงรักษา รวมถึงใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภายในป่า ซึ่งพื้นที่กว่า 2,400 ไร่ของป่าชุมชนบ้านแม่นาป้ากเองก็อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการชุมชนบ้านแม่นาป้าก และสิ่งที่ผู้นำอย่างพ่อหลวงเจมส์ยอมรับ คือนอกจากการดูแลเชิงอนุรักษ์ป่า ฟื้นฟูป่า การบริหารจัดการอีกด้านหนึ่งที่จำเป็นสำหรับป่าและชาวบ้าน คือการใช้ไฟ
“บอกตามตรงว่าหมู่บ้านของเรายังมีความจำเป็นต้องใช้ไฟในการหาของป่าและบริหารจัดการป่า” เขาว่า “เพราะการหาของป่าของชาวบ้านยังเป็นอาชีพรองที่มีรายได้พอสมควร พอๆ กับอาชีพหลัก คือเป็นเกษตรกร”
ไม่ง่าย ที่จะทำให้คนนอกเข้าใจว่าการจุดไฟป่ามีความสำคัญต่อวิถีชีวิตชาวบ้านในพื้นที่ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนภาคเหนือจมอยู่หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM 2.5 ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเดือนมกราคมลากยาวถึงพฤษภาคม หลายพื้นที่ประสบปัญหามลพิษทางอากาศเข้มข้นรุนแรงชนิดเป็นอันตรายต่อสุขภาพต่อเนื่องยาวนาน ล่าสุดถึงขั้นทำให้เทศบาลนครเชียงใหม่ ติดอันดับ 1 เมืองมลพิษโลกจากการจัดอันดับของเว็บไซต์ตรวจสอบคุณภาพอากาศ IQAir เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569
แม้ปัญหาฝุ่นและหมอกควันดังกล่าวจะมีที่มาจากหลายสาเหตุ ทั้งสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขา เมื่อรวมเข้ากับสภาพอากาศนิ่งในช่วงต้นปีทำให้สะสมฝุ่นควันได้ง่าย ทั้งแหล่งกำเนิดมลพิษจากการจราจร อุตสาหกรรม กิจกรรมทางการเกษตร ตลอดจนฝุ่นจากบริษัทยักษ์ใหญ่ลอยข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่สาเหตุที่มักตกเป็นเป้าความโกรธเกรี้ยวจากสังคมและถูกเข้าใจว่าเป็นต้นเหตุของปัญหามลพิษทางอากาศมากที่สุด นั่นคือการเผาป่า
มายาคตินี้ไม่เพียงผลักให้ชาวบ้านที่หากินกับของป่ารับบทเป็นผู้ร้ายของปัญหา แต่ยังนำมาซึ่งนโยบาย ‘ห้ามเผาเด็ดขาด’ (Zero Burning) ส่งตรงจากภาครัฐส่วนกลางถึงผู้ว่าราชการในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ โดยหวังว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเร่งด่วน ทั้งที่ในความเป็นจริง นโยบายห้ามเผาไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับเรื่องไฟป่าที่มีบริบทแวดล้อมซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ด้วยคำสั่งอันแข็งกร้าว และการเผาป่าก็ใช่ว่าจะเป็นแค่การทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นแก่ตัวของชาวบ้านเสมอไป
เขียวขจีของต้นไม้สูงต่ำลดหลั่นกันเป็นชั้น ความอุดมสมบูรณ์ของป่าชุมชนบ้านแม่นาป้ากคือตัวอย่างของการใช้ไฟบริหารจัดการป่าที่เข้าใจทั้งชีวิตคนและระบบนิเวศของป่าเป็นอย่างดี
“เราใช้ไฟจุดน้อยๆ เพื่อปกป้องป่าใหญ่ บริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ที่ชาวบ้านต้องการหาของป่า อาจจะแค่ 100-200 ไร่ เพื่อรักษาป่า 2,400 ไร่” พ่อหลวงเจมส์กล่าว
“เดี๋ยวจะเห็นว่าป่าเริ่มผลัดใบ ใบไม้เริ่มหนาขึ้น ถ้าเราไม่บริหารจัดการเชื้อเพลิงแล้วมีไฟป่า ต้นไม้เล็ก ต้นไม้ใหญ่ สัตว์ป่า มันจะตายหมดเลย ที่นี่มีสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์มาก ไม่ว่าจะเป็นนกยูง เสือโคร่ง สัตว์หายากอยู่ในนี้หมดเลย”
สิบปากว่าอย่างไรก็ไม่เท่าเรียนรู้จากตาเห็น คณะเดินทางต่างกระโจนขึ้นนั่งท้ายรถกระบะ พ่อหลวงเจมส์และพ่อสงัดประจำตำแหน่งพลขับ
แล้วรถก็เริ่มคืบเคลื่อนโดยมีวิบวับของแดดสายส่องผ่านยอดไม้เป็นเพื่อนตลอดทาง
2.
ป่าชุมชนบ้านแม่นาป้ากมีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ไม้ยืนต้นสูง แต่เพรียว เรือนยอดอยู่ห่างจากกัน และเริ่มทิ้งร่องรอยการผลัดใบไว้อยู่เต็มสองข้างทางถนน ซึ่งกว้างเพียงพอให้รถยนต์วิ่งเพียงหนึ่งคัน แต่ไม่เรียบพอให้คนนั่งได้อยู่นิ่ง ในระยะทางเพียงไม่กี่ร้อยเมตรจึงได้เห็นภาพคนท้ายกระบะกระเด้งไปทางซ้ายที กระดอนไปทางขวาที ราวกับกำลังนั่งเครื่องเล่นในสวนสนุกก็ไม่ปาน
ก่อนรถจะหยุดจอดบริเวณใกล้แนวกันไฟที่พ่อหลวงเจมส์และทีมงานทำทิ้งไว้ล่วงหน้า มองเผินๆ เหมือนทางโล่งเตียนสำหรับเดินอีกเส้นทาง แต่แท้จริงแล้ว มันคือแนวอับเชื้อเพลิงที่เรียกกันว่าแนวกันไฟดำ (Blackline) หน้าที่ของมันเสมือนเขตป้องกันไฟลุกลามจากบริเวณหนึ่งสู่พื้นที่ใกล้เคียง โดยพ่อหลวงเจมส์อธิบายว่าต้องทำแนวกันไฟกั้นพื้นที่ป่าแต่ละส่วนคล้ายบล็อกใยแมงมุม มีความกว้างอย่างน้อย 4-8 เมตร เพื่อป้องกันลมพัดไฟข้ามเขต จากนั้นก็ให้คนถือเครื่องเป่าลมเดินเป่าใบไม้ออกจากแนวไปสุมรวมกันภายในบล็อก แล้วค่อยจุดไฟเผา
“ถ้าเราทำเป็นบล็อกๆ เวลามันไหม้จุดนี้ ก็ไหม้แค่จุดเดียว ไม่ลาม เพราะเรามีแนวกันไฟ”
โดยปกติแล้ว พ่อหลวงเจมส์และทีมอาสาดับไฟป่าจะเริ่มใช้ไฟเผาช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ซึ่งเป็นฤดูป่าผลัดใบเต็มที่ จนไม่ว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่ใบไม้กองพะเนิน
“เป็นเชื้อเพลิงที่ดีมาก เราจุดแป๊บเดียว ไหม้ทั้งหมดเลย 200 ไร่ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ถ้าเราไม่ทำบล็อกแบบนี้ เราจะคุมไม่ได้ หรือถ้ามีคนเดินเข้าไปสุ่มเผาตรงไหน ผมเชื่อว่าวันเดียวไปหมดเลย 2,000 กว่าไร่ เพราะเชื้อเพลิงเยอะมาก”
เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญเสียป่าทั้งผืนจากประกายไฟเพียงเปลวเดียว พ่อหลวงเจมส์จึงต้องเลือกทางเผากำจัดเชื้อเพลิงออกจากป่าเสียบ้าง ทั้งนี้ เขาเสริมว่าตนจะสับเปลี่ยนพื้นที่การเผาไปเรื่อยๆ ในแต่ละปีเพื่อลดจำนวนใบไม้แห้งแต่ละแห่ง พร้อมๆ กับทิ้งระยะเวลาให้ป่าที่ถูกเผาไปก่อนหน้าได้ฟื้นฟู โดยเว้นไว้เฉพาะพื้นที่ป่าชื้นหรือใกล้แหล่งน้ำ เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีใครสามารถจุดไฟติดได้อยู่แล้ว
ในช่องว่างระหว่างคำอธิบาย เสียงสตาร์ตเครื่องยนต์พลันดังแทรกขึ้น อาสาดับไฟป่าสองคนสะพายเครื่องเป่าลมไว้บนบ่า เริ่มสาธิตการเป่าใบไม้ออกจากแนวกันไฟเสมือนปฏิบัติหน้างานจริง คะเนจากสายตาแล้ว แม้ลมจากท่อยาวขนาดสองช่วงแขนจะแรงดีไม่น้อย แต่เมื่อเผชิญหน้าคู่ต่อสู้เป็นกองใบไม้พูนเต็มทาง แถมยังขยันร่วงแล้วร่วงอีกกระทั่งตอนเดินผ่าน การต่อสู้ของทีมงานคงใช้เวลาและเรี่ยวแรงแต่ละครั้งมากโข

“จริงๆ คนไม่พอหรอกครับ เพราะว่าป่า 2,400 ไร่มันเยอะ คนของผมที่ดูแลเกี่ยวกับป่ามี 35 คน ถ้าผมไม่บีบให้เหลือแค่ 200 ไร่ ยังไงคนก็ไม่พอแน่นอน”
การบีบให้เหลือ 200 ไร่ที่ว่า คือการทำข้อตกลงกับชาวบ้านว่าจะเผาพื้นที่เพียงเท่านี้ หลังจากนั้นจะเปิดให้เข้ามาหาของป่าอย่างที่เคยทำกันมานานนับหลายสิบปี และห้ามชาวบ้านแอบลักลอบเผาในพื้นที่อื่นนอกเหนือจากที่กำหนดร่วมกันอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าลุกลามจนเกินการควบคุม
“วิถีชีวิตชาวบ้าน คือเขาต้องการใช้ไฟ ชาวบ้านบอกว่าถ้าไม่เผา มันเดินป่ายาก” พ่อหลวงเจมส์เล่า “พอเผาแล้ว ผักหวานก็โป่ง คือเวลาต้นผักหวานไหม้ บริเวณที่ไหม้จะมียอดแตกออกมา ชาวบ้านก็เด็ดง่าย ไข่มดแดงจากที่ไม่สุก มันก็จะเต้ง ไข่สุก แม่มันก็ตาย
“ชาวบ้านจะรู้ว่าไฟมา ป่าเป่ง มดส้มเต้ง ผักหวานโป่ง”
อันที่จริง ชาวบ้านจำนวนมากที่มาหาของป่าล้วนประกอบอาชีพหลักเป็นเกษตรกรอยู่แล้ว แต่ลำพังรายได้จากการทำเกษตรนั้นนับวันก็ยิ่งไม่มั่นคง ผลผลิตขึ้นอยู่กับฟ้าฝน และอาจไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ การหาของป่าจึงถือเป็นรายได้เสริมอีกทางที่เผลอๆ บางเดือนก็ทำเงินได้ดียิ่งกว่า ตัวอย่างเช่นผักหวาน สนนราคาขายขีดละ 100 บาทขึ้นไป ส่วนไข่มดแดงขายได้กิโลกรัมละ 300-500 บาท
แล้วยังมีเห็ดถอบ หรือเห็ดเผาะ ที่พ่อสงัดเสริมว่ามักงอกช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ขายได้ลิตรละ 200-300 บาท ในป่าชุมชนบ้านแม่นาป้ากขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในแหล่งหาเห็ดถอบที่โด่งดังในหมู่คนบ้านใกล้เรือนเคียง ดังนั้นเพื่อให้เห็ดงอกตรงตามฤดูกาล ชาวบ้านบางส่วนก็จะจุดไฟเผาป่าไว้รอล่วงหน้าช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน สอดคล้องกับคำอธิบายของพ่อหลวงเจมส์ว่าเห็ดถอบเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีขี้เถ้าจากการเผา ความชื้นจากฝน และแดดจากดวงอาทิตย์
“ถ้าสามอย่างมาบรรจบกัน มีขี้เถ้า มีฝน แล้วแดดตาม เห็ดออกทันที ชาวบ้านจะรู้” เขายังจำได้ดีกว่าช่วงสองปีก่อน เห็ดถอบงอกเยอะมาก ถึงขนาดคนนอกพื้นที่แห่กันเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อมาเก็บเห็ด บางคนลางานออฟฟิศจากเมืองกรุงมากางเต็นท์เก็บตอนกลางคืน แถมยังมีตัวแทนจากโรงงานอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งมาจอดรถรอรับซื้อเห็ดจากคนที่เก็บได้นอกป่าอีกด้วย
“ทุกคืนเวลาตีสอง ผมจะต้องออกไปหาคนหลงป่า เพราะคนมาเยอะมาก แม้แต่ตอนที่พวกผมไปหาคนหลง เดินไปพักนึงก็เห็ดถอบเต็มเลย” เขาประมาณการว่าถังที่ใช้เก็บเห็ดโดยทั่วไปมีความจุประมาณ 20 ลิตร หนึ่งคนสามารถเก็บเห็ดได้มากถึง 2-3 ถัง เท่ากับว่าฤดูเดียวอาจทำเงินได้สูงถึง 12,000 บาทเป็นขั้นต่ำ
แน่นอนว่าเงินจำนวนนี้ช่วยสร้างความมั่นคงแก่ชีวิตเกษตรกรตัวเล็กตัวน้อยได้มาก และสำหรับบางคน บางครอบครัว การหาของป่าก็แทบเป็นหนทางทำมาหากินเพียงอย่างเดียวที่ทำได้
พ่อหลวงเจมส์เล่าว่าชาวบ้านชุมชนบ้านแม่นาป้ากจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า ทำกินมากว่า 40-50 ปี แต่ต่อมาเผชิญปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางกฎหมายที่กำหนดขึ้นมาในภายหลัง ทั้งพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) และป่าชุมชน ทำให้ขาดสิทธิด้านที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน กระทั่งไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่พึงได้รับ
“เรื่องที่ดินทำกินสำคัญมากเลยครับ ถามว่าชาวบ้านไม่หาของป่าได้ไหม ไปทำอาชีพอื่นได้ไหม คุณก็ต้องมีที่ดินทำกินให้เขา แต่พอเขาจะทำกิน มันก็ยังเป็นเขตป่า ทำให้ทำอย่างอื่นไม่ได้ ทำโฮมสเตย์ไม่ได้ ทำห้องพัก หรือร้านอาหารก็ไม่ได้
“การขอไฟฟ้าก็ขอไม่ได้ ทําถนนก็ทําไม่ได้ ทําอะไรไม่ได้เลย ทั้งที่สภาพกลายเป็นป่าเสื่อมโทรมแล้ว แต่ก็ยังเขียนว่าเป็นป่าอยู่ ชาวบ้านจะขยายขอบเขต ทำแนวรอบขอบชิด ตัดต้นไม้ก็ตัดไม่ได้ ตัดปุ๊บก็ถูกจับ แม้แต่เราจะทำโครงการ ทำถนนเข้าไปให้ชาวบ้าน อบจ.ก็อยากทำให้ แต่ก็ได้แค่ถนนลูกรัง เพราะยังเป็นเขตป่า ต้องขออนุญาตกรมป่าไม้ ซึ่งต้องขออนุญาตผ่านอธิบดีกรมที่ดินเพื่อไปขอกับป่าไม้อีกที
“มันซับซ้อนวุ่นวาย ทำให้ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กับป่าลำบาก ยากมากในการแก้กฎหมายหรือขออะไรเกี่ยวกับป่าไม้ ยากจริงๆ” ปลายประโยคของคนหนุ่มเน้นคำอย่างเหนื่อยหน่ายใจ

ถึงที่สุดแล้ว ธรรมชาติของระบบนิเวศ ปัญหาด้านสิทธิขั้นพื้นฐานอันเกิดจากอำนาจทับซ้อนทางกฎหมาย ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการขาดทักษะอาชีพอื่นนอกจากภูมิปัญญาหาของป่า ล้วนต้องได้รับการมองเห็น ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจเบื้องหลังของไฟป่า และการออกนโยบายดูแลป่าที่สอดคล้อง รับฟังวิถีชุมชน ไม่ใช่รวบรัดด้วยคำสั่งห้ามเผาโดยละเลยบริบทอื่นๆ – ละเลยความรับผิดชอบต่อชีวิตชาวบ้านตัวเล็กตัวน้อยที่ดิ้นรนหารายได้ และพึ่งพาไฟป่าเพื่อการดำรงชีพ
“เราต้องค่อยๆ ปรับวิถีชีวิตชาวบ้านไปทีละเล็กทีละน้อย เริ่มจากการไม่เผาเอง” พ่อหลวงเจมส์กล่าวจากความพยายามหาจุดกึ่งกลางระหว่างการดูแลป่าและดูแลคนในชุมชนมาโดยตลอด
“ผมก็เรียกชาวบ้านมาคุยว่าตอนนี้เรามีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงใหม่นะ ผมจะบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้แค่ 200 ไร่ ฉะนั้นปีนี้ชาวบ้านต้องการหาของป่าตรงไหน คุณบอกมา เราจะบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้ โดยเราจะทําเป็นแนวกันไฟแบบนี้แหละ ชาวบ้านไม่ต้องเผาเอง ผมก็จะเสียพื้นที่แค่ 200 ไร่ เพื่อรักษาอีก 2,200 ไร่”
ก่อนถึงหน้าไฟป่าในทุกๆ ปี พ่อหลวงเจมส์จะประชุมถามความคิดเห็น ความต้องการของชาวบ้าน และลงมติการใช้ไฟร่วมกันเสมอ ซึ่งที่ผ่านมาเขาพบว่าชาวบ้านต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
“เราเอาชาวบ้านนั่นแหละ มาเป็นกรรมการป่าชุมชน เอาคนที่หาของป่าเก่งๆ มาเป็นกรรมการ เวลาเขาไปเดินป่า เจอคนนอกพื้นที่ เขาก็เตือนว่าพื้นที่นี้หาไม่ได้นะ ถ้าจะหา ไปหาในพื้นที่ที่เราจัดการได้ไหม หรือไม่งั้นก็ไม่ให้มาเลย
“แบบนี้ชาวบ้านจะยังหาของป่าได้เหมือนเดิม ไม่ถูกห้าม แล้วก็ไม่เป็นผู้ร้ายทางสังคมด้วย เราพยายามคุยกับเขาแบบนี้ เพราะ 2-3 ปีก่อน ชาวบ้านถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายทางสังคม เผาป่า ทําให้เกิดมลพิษ”
ในความเป็นจริงนั้น พ่อหลวงเจมส์ยืนยันว่าชาวบ้านที่พึ่งพาป่า คือคนที่ให้ความสำคัญกับป่ามากที่สุดแล้ว “เพราะว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเขา”
คำถามคือรัฐส่วนกลางจะมองเห็นหรือไม่ว่าสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ ก็แค่แนวทางการรักษาป่าที่รับผิดชอบปากท้องพวกเขาด้วยเท่านั้นเอง
3.
“2-3 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐเขาต้องการแบบ Zero Burning คือไม่ให้เกิดไฟเลย ซึ่งเราเคยทำแล้ว แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ไฟยิ่งเยอะกว่าเดิม มันย้อนแย้งกันมากเลย”
มีคำกล่าวว่าพ่อแม่ที่เข้มงวดไม่ได้ทำให้ลูกโตมาเป็นเด็กเจ้าระเบียบและสมบูรณ์แบบ แต่จะเป็นเด็กที่โกหกคำโตและปกปิดความผิดเก่งเป็นพิเศษ – พ่อหลวงเจมส์เองก็เห็นตัวอย่างจากกรณีนโยบายห้ามเผาอย่างเด็ดขาดของรัฐที่คล้ายคลึงกับคำกล่าวนี้ เพราะนอกจากคำสั่งที่ว่าจะไม่ทำให้การเผาป่าลดลง ชาวบ้านกลับยิ่งเลือกเผาช่วงเวลากลางคืน หรือเวลาที่ปลอดพ้นสายตาของดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน (Hot spot) ซึ่งนั่นยิ่งทำให้การควบคุมเพลิงเป็นไปได้ยากเข้าไปใหญ่
“ตอนกลางคืนเราเห็นไฟเป็นเส้นเลย มันยากมากกับการเข้าไปดับตอนกลางคืน ชาวบ้านเขาไม่เผาตอนกลางวันอยู่แล้ว เพราะเขารู้ว่าดาวเทียมจะมาตอนไหน แกจะเผาตอนห้าโมง หกโมง ซึ่งดาวเทียมผ่านไปแล้ว มันมืดแล้ว เราก็ดับไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้มันไหม้ทั้งคืน” คนเล่าพูดอย่างจนปัญญา “หนึ่งคืนไฟมันไปได้ประมาณสองดอย ดอยครึ่งเลย ยิ่งเป็นหน้าผาชัน ไฟยิ่งลามเร็วมาก ลมมันตี”
จริงอยู่ว่าชาวบ้านมีความผิดเพราะละเมิดคำสั่งของรัฐ แต่จะพูดได้เต็มปากหรือว่ารัฐไม่ผิด – หรืออย่างน้อย- คิดผิดที่ออกคำสั่งเช่นนั้น

ราวสามปีก่อน เมื่อพ่อหลวงเจมส์ได้รับทุนจาก สสส. ให้จัดการเรื่องไฟป่า เขาจึงลองออกแบบวิธีการใหม่และต่อรองว่า “ผมจะพยายามลดไฟให้ แต่ไม่ให้เหลือศูนย์ได้ไหม ยังมีอยู่เพราะชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตแบบเดิม” รวมถึงออกไปร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านเวทีที่มีองค์กรสื่อกลางอย่างสภาลมหายใจเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ ส่งเสียงถึงภาคส่วนที่รับหน้าที่ดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างกระทรวงมหาดไทย ต้นสังกัดของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และผู้ว่าราชการจังหวัด ว่านโยบายที่ออกแบบให้เหมือนกันทั่วทั้งประเทศไม่สามารถแก้ไขปัญหาไฟป่าได้จริง
“วิถีชีวิตคนในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน บางที่เป็นป่าดิบชื้น บางที่เป็นป่าเต็งรัง บางที่เป็นป่าสน เราบอกว่าจะเอาให้เหมือนกันหมดเลย มันเป็นไปไม่ได้ แต่เราสามารถลดให้มันเหลือน้อยลงได้”
“ประเด็นคือต้องควบคุมไฟ เผาให้จบวันนั้น เพื่อรักษาพื้นที่”
ล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ พ่อหลวงเจมส์กล่าวว่าเริ่มเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้น มีการยอมรับมากขึ้น อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็สามารถร่วมกันจัดทำแผนจัดการไฟระดับตำบลยื่นเรื่องต่อองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้
“เราทำมา 2-3 ปี เริ่มเห็นผลแล้วว่ามันดีขึ้นจริง จากไฟเยอะๆ มันเหลือน้อย เลยลองใช้โมเดลนี้ คุยกันทั้งตำบลทุกหมู่บ้าน เพราะเรามีพื้นที่ต่อเนื่องกัน เป็นป่าประเภทเดียวกัน เลยทำเหมือนกันได้ ถ้าเป็นพื้นที่อื่นก็ต้องเป็นแบบอื่น อาจจะไม่มีไฟเลยก็ได้ หรืออาจใช้ไฟมากกว่านี้ แล้วแต่บริบท
“เราตั้งต้นทำแผนกันเอง ไม่ได้มีการสั่งการลงมา” พ่อหลวงเจมส์กล่าว
อย่างไรก็ตาม เขาพบว่าแม้ อปท.จะได้รับการถ่ายโอนอำนาจในการดูแลป่าชุมชนจากกรมป่าไม้เรียบร้อย แต่สิ่งที่ได้มามีเพียงอำนาจ ขาดงบประมาณที่จะมอบให้ชุมชนนำไปบริหารจัดการต่อ
“มันง่ายขึ้นก็จริง เพราะเราสามารถเข้าไปในพื้นที่ป่าได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาตกรมป่าไม้ สามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงได้สะดวกขึ้น แต่มันสะดวกแค่อำนาจ เราไปได้ แต่คนของเราล่ะ ใครจะทำ จะเอาอุปกรณ์ไหนไปทำ ทำตอนไหน เวลาไหน”
เงินและเวลาคือปัญหาที่พ่อหลวงเจมส์หนักใจ – อย่างแรก งบประมาณที่ภาครัฐให้ไม่เพียงพอ และไม่ตรงตามความต้องการหน้างานการบริหารจัดการดูแลป่า เพราะงบจากโครงการจัดการไฟป่าของกรมป่าไม้มอบให้ มาพร้อมกับรายละเอียดระบุชัดว่าใช้จัดซื้ออุปกรณ์ประเภทใดบ้าง
“เช่น ไม้ตบไฟ ที่มีน้ำหนักมาก เราไม่สามารถแบกไปดับไฟบนดอยได้ หรืออุปกรณ์ทำเสวียนไปวางในป่า เพื่อให้ชาวบ้านเก็บใบไม้ใส่ พื้นที่ป่ากว้างขนาดนี้ก็ไม่สามารถเก็บหมดได้
“เราจะนำเงินไปซื้อเครื่องเป่าลมมาเป่าใบไม้ได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะเขากำหนดมาแล้ว” พ่อหลวงเจมส์สะท้อนว่าเคยแสดงความเห็นต่อหน่วยงานกรมป่าไม้ไปแล้วว่าการกำหนดอุปกรณ์ที่เป็นบล็อกเดียวกันทุกที่เช่นนี้ ‘ไม่เวิร์ก’ “แต่ก็ทำแบบเดิมทุกปี”
งบประมาณที่เขาสามารถใช้จ้างคน และซื้ออุปกรณ์ทำแนวกันไฟได้จริง จึงเป็นงบที่สนับสนุนโดยสภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับ อบจ. และจากหน่วยงานอื่นๆ รวมแล้วตกปีละ 20,000-30,000 บาทต่อปี
“ถามว่าแค่นี้ เราพอทำได้ไหม ทำได้ แต่มันเหนื่อย” พ่อหลวงยอมรับ
ด้านอุปสรรคอย่างที่สองในแง่เวลา คือการเผาป่าแต่ละครั้งจำเป็นต้องลงทะเบียนบริการจัดการเชื้อเพลิงผ่านแอปพลิเคชัน FireD เพื่อให้ภาครัฐพิจารณาสภาพอากาศ สภาพลม และช่วงเวลาที่เหมาะสม ก่อนอนุมัติให้ลงมือ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้รับการอนุมัติภายในช่วงเวลาที่เหมาะควรแก่การเผา ทำให้ชาวบ้านกระวนกระวาย และมีส่วนหนึ่งที่ลงมือเผาเองโดยไม่รอคำอนุญาต ส่งผลให้ควบคุมไฟยาก ตลอดจนอาจเกิดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ และยังไม่นับว่าหัวเรือใหญ่ของจังหวัดเช่นผู้ว่าฯ บางคนก็อยากได้ผลงาน จึงพยายามปฏิบัติตามนโยบายห้ามเผาของรัฐส่วนกลางอย่างเคร่งครัด
“ถ้าเขาเอาผลงานแบบนั้น เราคนตัวเล็กตัวน้อยทำงานลำบาก”
สิ่งที่พ่อหลวงเจมส์ในฐานะผู้นำชุมชนและทีมงานดูแลจัดการไฟป่าคาดหวัง สามารถอธิบายได้ด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “อยากให้เราได้ดูแลป่ากันเอง อยากให้ข้างบนที่อยู่บนดาว ได้รับฟังเรา” คือเปิดโอกาสให้ชาวบ้านแต่ละตำบลได้บริหารจัดการป่าอย่างมีอิสระ พร้อมส่งเสริมด้านงบประมาณ ทรัพยากรให้เพียงพอ โดยปราศจากการกำหนดรายละเอียดโครงการและการใช้เงินอย่างที่เป็นอยู่
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งความพยายามที่ต้องทำในระยะยาว คือการช่วยชาวบ้านปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการเผาเพื่อหาของป่าไปสู่การหารายได้แหล่งอื่นอย่างการท่องเที่ยว ซึ่งพ่อหลวงเจมส์ได้ส่งเสริม ผลักดัน และทดลองทำหลายรูปแบบในช่วงที่ผ่านมา
“ตั้งแต่ผมทำร้านกาแฟและทำทริปเดินป่า ก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะขึ้น เวลาต่างชาติเดินทางเข้ามา เราก็พยายามขอให้เขาช่วยโปรโมตให้” ทั้งนี้ พ่อหลวงเจมส์ยอมรับว่ายังต้องการองค์ความรู้จากหน่วยงานอื่นๆ จะรัฐก็ดี หรือเอกชนก็ดี มาต่อยอดให้มากขึ้น เพราะเขาเห็นว่าชุมชนบ้านแม่นาป้าก –บ้านของเขา- ยังมีศักยภาพอีกมากในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง
แต่ก็เช่นเดียวกัน – คำถามยังคงมีอยู่ว่า แล้ว ‘คนข้างบน’ ล่ะ จะเห็นศักยภาพของชุมชนในแบบเดียวกับที่เจ้าของบ้านเห็นบ้างหรือไม่
และพร้อมปลดล็อกกฎหมายที่ทับซ้อน ให้ชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปาก มีสิทธิและที่ทำกินของตนแล้วหรือยัง
4.
แม้หลักการใช้ไฟบริหารจัดการป่าส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนมากของชุมชนบ้านแม่นาป้าก จะเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนในพื้นที่ ได้ผลดีในการดูแลป่า และมีการปฏิบัติหน้างานอย่างต่อเนื่องหลายปี จนสามารถถอดบทเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม กระนั้น ต้นปี 2569 เรายังคงเห็นประกาศมาตรการทางกฎหมาย ‘ห้ามเผา’ ในที่โล่งแจ้งทุกชนิดในจังหวัดเชียงใหม่อย่างเด็ดขาด ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม มิฉะนั้นจะต้องโทษสูงสุดปรับ 2 ล้านบาท หรือจำคุก 20 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ สะท้อนมุมมองของรัฐต่อภาพการเผาป่าแบบเดิมๆ และดันทุรังใช้วิธีการเดิมแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ทั้งที่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวไม่ใช่ทางออกที่ทรงประสิทธิภาพและยั่งยืน
งานศึกษาจาก 101 Public Policy Think Tank โดยวศินี สุขเสมอ ชี้ว่าจากสถิติพื้นที่เผาไหม้ในป่าภาคเหนือมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นตั้งแต่ปี 2560 ก่อนค่อยๆ ลดลงหลังปี 2563 เป็นต้นมา และเริ่มกลับมาเพิ่มอีกครั้งในปี 2566 แม้ในปีดังกล่าวจะปรากฏมาตรการสั่งห้ามเผาอย่างเด็ดขาดในหลายจังหวัดทางภาคเหนือเช่นเดียวกัน
นั่นหมายความว่าต่อให้มีบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรง และพยายามบังคับใช้อย่างเข้มงวด ก็ไม่สามารถลดการเผาได้จริงในระยะยาว สุดท้ายอาจลงเอยดังเช่นคำบอกเล่าของพ่อหลวงเจมส์ที่ว่าชาวบ้านจะลักลอบเผามากขึ้น และการควบคุมไฟป่าจะเป็นไปได้ยากยิ่งกว่าเดิม
ในทางกลับกัน การเผาแบบควบคุม (Prescribed burning) กลับส่งผลดีต่อคนและป่า จากการศึกษาข้อมูลไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียย้อนหลังกว่า 20 ปี พบว่าการเผาแบบควบคุม หรือใช้ไฟที่มีความรุนแรงต่ำเพื่อทำลายเชื้อเพลิงสะสม สามารถลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่ารุนแรงได้ถึงร้อยละ 60 อย่างน้อยนาน 6 ปี และค่อยๆ ลดลงเมื่อมีเชื้อเพลิงใหม่สะสมเพิ่มขึ้น ขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นพบว่าการเผาจัดการเชื้อเพลิงดังกล่าว สามารถลดมลพิษควันไฟได้กว่าร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ไม่ได้จัดการเชื้อเพลิงล่วงหน้า และฝุ่นควัน PM 2.5 จากการเผาแบบควบคุมนี้ ก็มีแค่ร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับควันจากไฟป่าขนาดใหญ่ในพื้นที่เดียวกันด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น จากงานศึกษาหมู่บ้านที่มีการเผาเพื่อทำไร่หมุนเวียน พบว่าพื้นที่ที่ผ่านการเผามีฟอสฟอรัส อันเป็นธาตุอาหารสำคัญของพืชเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เท่ากับว่าการเผาป่าแบบควบคุมได้จะยิ่งช่วยให้ป่าอุดมสมบูรณ์ขึ้น
ผลลัพธ์เหล่านี้เป็นประจักษ์แก่สายตาของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ร่วมกับป่า แต่องค์ความรู้ ภูมิปัญญา กระทั่งเสียงสะท้อนความจริงจากคนในพื้นที่กลับไม่เคยอยู่ในสมการออกแบบนโยบายจัดการไฟป่าของรัฐ
การแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันจึงไม่ควรเป็นแค่คำสั่งบนหน้ากระดาษส่งตรงจากส่วนกลางถึงผู้ว่าฯ แต่ควรกระจายอำนาจให้คนในท้องถิ่นได้ตัดสินใจบริหารจัดการให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยรัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุน อำนวยความสะดวกด้านต่างๆ เพื่อให้แนวทางของท้องถิ่นเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
อีกด้านหนึ่ง ไฟป่าอาจเป็นเพียงปลายทางของปัญหาเรื้อรังอื่นๆ ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย โครงสร้างหน่วยงานรัฐ และอำนาจทางกฎหมาย เช่น ความเหลื่อมล้ำและยากจน การถูกจำกัดสิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน และขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพราะอาศัยในพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตป่าสงวนที่กฎหมายกำหนดขึ้นมาในภายหลัง และเปลี่ยนผู้อยู่อาศัยให้กลายเป็นผู้รุกล้ำ ขาดโอกาสเข้าถึงการพัฒนาทักษะอาชีพสมัยใหม่ – เหล่านี้คือสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายควรมองให้เห็นความเชื่อมโยง และแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ว่าไปพร้อมๆ กัน เพื่อการพัฒนาและแก้ไฟป่าที่ยั่งยืน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา การเพิกเฉยต่อสุ้มเสียง ข้อเรียกร้อง และมองข้ามคุณภาพชีวิตของชาวบ้านสร้างคำถามมากมายต่อภาครัฐ กระนั้นสิ่งที่ทุกคนต้องการอาจไม่ใช่คำตอบ หรือกระทั่งคำขอโทษ
แต่เป็นการลงมือทำ
5.
เสียงเครื่องเป่าลมเงียบลง แทนที่ด้วยเสียงสตาร์ตรถกระบะพร้อมออกเดินทางอีกครั้ง ถนนยังคงเต็มไปด้วยหลุมบ่อและรากไม้ และตัวคนนั่งยังคงกระดอนซ้ายขวาเช่นเดิม ต่างกันแค่คราวนี้ยิ่งล้อเคลื่อนไปข้างหน้า ยิ่งเข้าป่าลึก อากาศรอบข้างยิ่งเย็นชื้น พันธุ์ไม้ภายในป่าเปลี่ยนไปมีลำต้นอวบหนาขึ้น สูงใหญ่ขึ้น รวมทั้งมีมูลค่ามากขึ้น ทั้งต้นยาง ตะเคียน พะยูง และต้นสัก
พ่อหลวงเจมส์และพ่อสงัดนำทางไปยังลำธารสายเล็กกลางป่า หยุดลงบริเวณศาลาหน้าต้นยางอายุนับ 200 ปี เพื่อชักชวนให้ไหว้ผีขุนน้ำ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดลบันดาลป่าต้นน้ำให้อุดมสมบูรณ์ รวมถึงคอยคุ้มครองคนเดินป่าจากภยันอันตรายตามความเชื่อของชาวบ้านภาคเหนือ

พ่อสงัดเล่าว่าตามธรรมเนียม ชาวบ้านที่พึ่งพิงป่าจะทำพิธีไหว้ผีขุนน้ำช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี โดยนำไก่มาถวายอย่างน้อยคนละหนึ่งตัว “ใครใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำจุดไหนก็นำไก่ไปไหว้ที่ละตัว” แต่ในยามปกติ หากใครเข้าป่า แค่ตั้งจิตอธิษฐานถึงผีขุนน้ำ ขอให้ท่านช่วยคุ้มครองก็เพียงพอ
“ชีวิตของชาวบ้านคือทำการเกษตรกับป่า ผสมผสานกันไป เราจะมาไหว้เพื่อขอให้น้ำอุดมสมบูรณ์ ให้ป่า ให้ทรัพยากรของชุมชนอุดมสมบูรณ์” พ่อหลวงเจมส์กล่าวเสริมขณะช่วยชายสูงวัยจุดธูปและแจกจ่ายให้ผู้มาเยือนคนละสามดอก ส่วนตัวพ่อสงัดเองถือธูปเทียน และช่อใบโกสน หรือที่ชาวบ้านเรียกให้พ้องเสียงว่า ‘ใบกุศล’ ประนมมือตรงหว่างอก
จากนั้นปราชญ์ชาวบ้านก็เริ่มร่ายคำกล่าวอธิษฐานด้วยคำเมือง ร้อยเรียงประโยคอย่างเรียบง่าย หากแต่จริงใจ ว่าขอให้ผีขุนน้ำปกปักรักษาผืนป่า และอำนวยพรให้คนเดินทางได้โดยสวัสดิภาพ

พลันความคิดหวนรำลึกถึงสิ่งที่ได้ยินมา – ป่าคืออู่ข้าวอู่น้ำของชาวบ้าน คนจึงอยู่ร่วมกับป่า พึ่งพิงป่า ด้วยความรักและความเคารพ
แล้วใครกันเล่า จะอยากถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้ายเผาทำลายป่า
ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ The101.world
เรื่อง: ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์
ภาพถ่าย: ชลณิชา ทะภูมินทร์



