Goal 1Goal 2Goal 3
+14

เมื่อความยั่งยืนคือเงื่อนไขของการอยู่รอด: ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ กับโจทย์ SDGs ของธุรกิจไทย

ในวันที่โลกเผชิญความผันผวนรอบด้าน หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) ตั้งแต่ความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น ห่วงโซ่อุปทานที่สะดุด ไปจนถึงความคาดหวังใหม่ของผู้บริโภค คำว่า ‘ความยั่งยืน’ และ ‘SDGs’ จึงไม่ได้เป็นเพียงกรอบคิดเชิงนโยบายระดับโลกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดทิศทางของ ‘ภาคธุรกิจ’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ควรทำหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้ทัน และจะทำอย่างไรให้รอด

ในบริบทนี้ มีประโยคหนึ่งที่อธิบายภาพทั้งหมดได้ชัดเจนมากว่า ธุรกิจไม่อาจเจริญเติบโตได้ในโลกที่ล้มเหลว เพราะหากสังคมเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม หรือระบบเศรษฐกิจเปราะบาง ธุรกิจก็ไม่สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงเช่นกัน ในอีกด้านหนึ่ง ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงภาระ แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยมีการประเมินว่าการขับเคลื่อนตามกรอบ SDGs สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างงานได้เกือบ 400 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030

ด้วยเหตุนี้ วันโอวันจึงพูดคุยกับ ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) เพื่อทำความเข้าใจว่า ในโลกที่กติกากำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ความยั่งยืนได้กลายมาเป็นเกมใหม่ของธุรกิจอย่างไร ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงบทบาทขององค์กรในระบบเศรษฐกิจ และธุรกิจไทยควรตั้งหลักและมองหาโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้อย่างไร

ทำไมความยั่งยืนยังถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว

ถ้าให้ตอบตรงๆ ปัญหาหลักมันอยู่ที่วิธีที่เราพูดถึงมันมากกว่าเนื้อหาของมันเอง เวลาเราพูดถึงความยั่งยืน เรามักจะอ้างอิงไปถึงระดับโลก พูดถึง SDGs พูดถึงสหประชาชาติ หรือพูดถึงกรอบนโยบายขนาดใหญ่ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วมันทำให้คนรู้สึกว่าเรื่องนี้ไกลตัวทันที เพราะมันเหมือนถูกวางอยู่ในพื้นที่ของเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องของรัฐบาล องค์กรระดับโลก หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรพร้อม แต่ในความเป็นจริง ความยั่งยืนไม่ได้เริ่มจากตรงนั้นเลย มันเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของทุกคน เพียงแต่ว่าเราไม่ได้เรียกมันว่าความยั่งยืน

เวลาที่เลือกซื้อสินค้า เลือกกินอาหาร หรือเลือกใช้บริการใดบริการหนึ่ง จริงๆ แล้วกำลังตัดสินใจอยู่บนระบบที่เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจทั้งหมด เพียงแต่เราไม่ค่อยได้มองมันในมุมนั้น เพราะฉะนั้น พอขยับมุมมองเข้ามาใกล้ขึ้น จะเริ่มเห็นว่าความยั่งยืนไม่ได้เป็นเรื่องไกลเลย แต่มันอยู่ในทุกการตัดสินใจของเรา เพียงแค่ยังไม่ได้ถูกทำให้มองเห็นอย่างชัดเจนเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่สามารถถูกมองว่าไกลตัวได้อีกต่อไป คือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ จนสามารถกล่าวได้ว่า ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจที่องค์กรต้องมี ไม่ใช่เพียงทางเลือกเสริมอีกต่อไป

ถ้ามองให้ใกล้ขึ้น ความยั่งยืนเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไร

ธุรกิจเป็นจุดที่ใกล้กับผู้คนมากที่สุด และจริงๆ แล้วอาจจะใกล้กว่าที่หลายคนคิดด้วยซ้ำ เพราะธุรกิจไม่ได้อยู่แยกจากชีวิตประจำวันเลย แต่แทรกอยู่ในทุกกิจกรรม ตั้งแต่สิ่งที่กิน สิ่งที่ใช้ ไปจนถึงบริการที่ใช้ในแต่ละวัน ทุกอย่างล้วนผ่านกระบวนการของธุรกิจทั้งนั้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่ธุรกิจต้องทำ ไม่ใช่แค่ผลิตสินค้าให้ดี หรือให้ราคาถูกที่สุด แต่ต้องเข้าใจว่า คนต้องการอะไรในเชิงลึกมากขึ้น ว่าเขาอยากมีชีวิตแบบไหน อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน และเขาคาดหวังอะไรจากองค์กรที่เขาเลือกสนับสนุน

ในอดีต การเข้าใจผู้บริโภคอาจเป็นเรื่องของการขาย แต่วันนี้มันกลายเป็นเรื่องของการอยู่รอดไปแล้ว เพราะผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามมากขึ้น และคำถามเหล่านั้นไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพสินค้า แต่เป็นคำถามอย่างสินค้านี้มาจากไหน กระบวนการผลิตเป็นอย่างไร มีใครได้รับผลกระทบหรือเปล่า และสิ่งนี้กำลังทำร้ายหรือช่วยโลกใบนี้กันแน่

ถ้าธุรกิจตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ หรือหลีกเลี่ยงที่จะตอบ ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกตั้งคำถามกลับ และในบางกรณีอาจถูกปฏิเสธจากตลาดไปเลย

นอกจากแรงกดดันจากผู้บริโภคแล้ว อีกปัจจัยสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนและนักลงทุนทั่วโลก ที่เริ่มให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) มากขึ้น ธุรกิจที่มีแนวทางด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนจึงมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายกว่า และได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนมากกว่า ในขณะที่ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวอาจถูกจำกัดโอกาสในการเติบโตในระยะยาว

จาก CSR สู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ วิธีคิดของธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างไร

ต้องบอกว่ามันเปลี่ยนในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรูปแบบ เมื่อก่อน ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility: CSR) เป็นเหมือนส่วนเสริมของธุรกิจ คือธุรกิจหลักก็ทำไป ส่วน CSR ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ทำเพื่อสังคม อาจจะเป็นการบริจาค การจัดกิจกรรม หรือการช่วยเหลือในบางโอกาส

มันเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ได้อยู่ในแกนของการตัดสินใจทางธุรกิจจริงๆ หลายครั้งมันเกิดจากคำว่าต้องทำ มากกว่าคำว่าเลือกทำ แต่วันนี้บริบทมันเปลี่ยนไปแล้ว ความยั่งยืนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นกิจกรรมอีกต่อไป แต่มันเข้าไปอยู่ในวิธีคิดของการทำธุรกิจตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การออกแบบสินค้า การเลือกวัตถุดิบ การดูแลแรงงาน การจัดการของเสีย ไปจนถึงการส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้า

คำว่า ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ (Strategic Advantage) จึงสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่าความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องเสริม แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ คำว่า กลยุทธ์ (Strategic) คือคุณต้องเลือก และการเลือกนั้นมีผลระยะยาว ส่วนคำว่า ความได้เปรียบ (Advantage) คือสิ่งที่ทำให้คุณแข่งขันได้ดีกว่า พอรวมกันแล้ว มันแปลว่า ความยั่งยืนคือสิ่งที่สามารถกำหนดได้เลยว่าธุรกิจจะอยู่ในตำแหน่งไหนของการแข่งขัน ในโลกใหม่ ถ้าไม่ทำ ไม่ใช่แค่ไม่ได้เปรียบ แต่มีโอกาสที่จะหลุดออกจากเกมไปเลย

ในอีกด้านหนึ่ง ความยั่งยืนยังเป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจแบบเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรและลดของเสีย ซึ่งมีการประเมินว่าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ถึง 4.4 ล้านล้านบาทภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

แนวคิดเหล่านี้สะท้อนว่าความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นพื้นที่ของโอกาสที่ธุรกิจสามารถใช้สร้างความได้เปรียบใหม่

เมื่อเริ่มทำ SDGs ธุรกิจได้อะไร และความเสี่ยงในโลกวันนี้เปลี่ยนไปอย่างไร

คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือทำแล้วช่วยอะไร ซึ่งเป็นคำถามที่ตรงและสำคัญมาก เพราะสุดท้ายธุรกิจก็ต้องอยู่รอด ต้องมีรายได้ และต้องแข่งขันได้ แต่ก่อนจะตอบคำถามนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าความเสี่ยงในโลกวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วอย่างชัดเจน

เมื่อก่อนความเสี่ยงของธุรกิจอาจอยู่ที่ต้นทุน การเงิน หรือการแข่งขันในตลาดเป็นหลัก เป็นความเสี่ยงที่ค่อนข้างอยู่ภายในระบบของธุรกิจเอง แต่วันนี้ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ตรงนั้นอีกต่อไป มันกระจายออกไปในหลายมิติ ทั้งเรื่องวัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน สภาพภูมิอากาศ กฎระเบียบ ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ลองนึกภาพสถานการณ์ง่ายๆ ว่า อีกไม่กี่เดือนธุรกิจต้องผลิตสินค้า แต่กลับไม่มีวัตถุดิบสำคัญ เช่น บรรจุภัณฑ์ ผลิตสินค้าเสร็จแล้ว แต่ไม่มีอะไรใส่ ก็ไม่สามารถนำออกขายได้ หรือในอีกกรณีหนึ่ง รับออร์เดอร์มาแล้ว แต่ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ เพราะห่วงโซ่อุปทานสะดุด ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่เสียไปไม่ได้มีแค่ต้นทุน หรือรายได้ในระยะสั้น แต่คือความเชื่อมั่นของลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้เวลาสร้างนานมาก แต่สามารถสูญเสียได้ในเวลาเพียงไม่กี่ครั้ง

ดังนั้น สิ่งที่ SDGs เข้ามามีบทบาท ไม่ใช่แค่การทำเพื่อสังคมในเชิงภาพลักษณ์ แต่คือการช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า และสามารถเตรียมตัวรับมือได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง

ในบริบทนี้ คำว่าความยืดหยุ่นขององค์กร (resilience) จึงสำคัญมาก มันคือความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน และปรับตัวได้ทันเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่มีปัญหา แต่เป็นธุรกิจที่เมื่อเผชิญปัญหาแล้ว สามารถลุกขึ้นมาได้เร็ว และปรับตัวได้ทัน และในโลกปัจจุบัน ความสามารถแบบนี้กำลังกลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญ

ในเวลาเดียวกัน ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานการณ์สมมติอีกต่อไป แต่กำลังถูกแปลงให้กลายเป็นข้อบังคับจริงในระดับโลก โดยเฉพาะในสหภาพยุโรปที่ออกกฎหมายด้านความยั่งยืน เช่น CSRD และ CS3D ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูล และรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

สิ่งนี้ทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องสมัครใจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นกติกาใหม่ของการค้าโลกที่ทุกธุรกิจต้องเตรียมตัวให้พร้อม และในอีกด้านหนึ่ง มันก็สะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจเองก็เริ่มมองเห็นคุณค่าของเรื่องนี้มากขึ้น โดยมีข้อมูลที่ชี้ว่า CEO กว่าร้อยละ 88 เห็นว่าความยั่งยืนสามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้มากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้จึงทำให้คำถามไม่ใช่ว่าทำแล้วได้อะไรเพียงอย่างเดียว แต่คือถ้าไม่ทำ จะรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างไรมากกว่า

นอกจากความเสี่ยงด้านการดำเนินงานแล้ว
ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและโซเชียลมีเดียส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปชัดมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือเรื่องของความโปร่งใสโลกวันนี้แทบจะไม่มีความลับอีกต่อไปแล้ว ทุกอย่างสามารถถูกบันทึก ถูกแชร์ และถูกขยายได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

โซเชียลมีเดียทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับสังคมเปลี่ยนไป จากเดิมที่องค์กรสามารถควบคุมข้อมูลได้ค่อนข้างมาก แต่ในวันนี้ใครก็สามารถตั้งคำถาม ตรวจสอบ หรือเปิดเผยข้อมูลบางอย่างได้ และที่สำคัญคือเรื่องเล็กสามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เร็วมาก

บางกรณีอาจเริ่มจากเหตุการณ์เล็กๆ เช่น การปฏิบัติต่อพนักงานคนหนึ่ง หรือเหตุการณ์ในห่วงโซ่อุปทานที่อยู่ลึกมาก แต่ถ้ามันไปแตะประเด็นที่สังคมให้ความสำคัญ เช่น สิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม หรือสิ่งแวดล้อม มันสามารถกลายเป็นกระแสได้ทันที และเมื่อมันกลายเป็นกระแสแล้ว สิ่งที่กระทบไม่ใช่แค่ยอดขายในระยะสั้น แต่คือความน่าเชื่อถือขององค์กรในระยะยาว

ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่สร้างยากมาก ต้องใช้เวลา ใช้ความสม่ำเสมอ และใช้การกระทำจริงในการพิสูจน์ แต่ในทางกลับกัน มันสามารถเสียได้เร็วมาก ดังนั้น ธุรกิจในวันนี้ไม่สามารถมองเรื่องความยั่งยืนเป็นแค่เรื่องดีที่ควรทำได้อีกต่อไป แต่มันเป็นเรื่องของการบริหารความเสี่ยงโดยตรง การมีระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบ จะช่วยลดโอกาสที่องค์กรจะเจอกับวิกฤตด้านชื่อเสียงในลักษณะนี้

ความยั่งยืนจึงทำหน้าที่เป็นทั้งเกราะป้องกันความเสี่ยงและตัวสร้างความเชื่อมั่นไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านชื่อเสียง กฎระเบียบ หรือห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกับความสามารถในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

ในบริบทนี้ SDGs ทำหน้าที่เป็นอะไรสำหรับธุรกิจ

ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุด SDGs ทำหน้าที่เหมือนเข็มทิศ ไม่ใช่แผนที่ที่บอกว่าต้องเดินอย่างไรในทุกก้าว แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้รู้ว่าทิศทางที่กำลังไปนั้นถูกหรือไม่ ในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ธุรกิจไม่สามารถวางแผนแบบเส้นตรงได้เหมือนในอดีต ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วมาก ทั้งกฎระเบียบ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การวางแผน แต่คือการมีกรอบคิดที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกทิศ

SDGs ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นว่า การดำเนินงานของตัวเองส่งผลกระทบต่ออะไรบ้าง ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ และช่วยจัดลำดับความสำคัญว่าเรื่องไหนควรทำก่อน เรื่องไหนมีผลกระทบสูง มันช่วยเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางทิศทางระยะยาว และที่สำคัญมันทำให้ธุรกิจไม่หลุดออกจากกรอบของความคาดหวังของโลก เพราะโลกวันนี้ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องราคา หรือคุณภาพสินค้าอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่คุณค่าและความรับผิดชอบด้วย

อีกมุมหนึ่ง SDGs ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนจากแนวคิดลดผลกระทบเชิงลบไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการยึดหลักพื้นฐานของการไม่สร้างความเสียหาย (Do No Harm) ก่อนจะต่อยอดไปสู่การสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

แนวโน้มระดับโลก โดยเฉพาะเรื่องห่วงโซ่อุปทานกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร
และกระทบธุรกิจไทยแค่ไหน

ต้องบอกว่าเปลี่ยนค่อนข้างแรง และเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลย เมื่อประมาณ 10-20 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญมากของโลก เราผลิตแล้วส่งออก ใครอยากซื้อก็เข้ามาซื้อจากเรา แต่วันนี้โครงสร้างของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

เราเริ่มเห็นสินค้าคุณภาพต่ำจากบางประเทศถูกดัมพ์เข้ามาในตลาดที่อำนาจต่อรองน้อยกว่า เพราะสินค้าเหล่านั้นไม่สามารถแข่งขันในตลาดหลักได้ คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะเลือกยืนอยู่ตรงไหน จะเป็นปลายทางของสินค้าคุณภาพต่ำ หรือจะยกระดับตัวเองขึ้นไปอยู่ในตลาดที่มีมาตรฐานสูงขึ้น เพราะถ้ายอมรับสินค้าคุณภาพต่ำเข้ามาเรื่อยๆ มันไม่ได้กระทบแค่ผู้บริโภค แต่กระทบโครงสร้างของตลาดทั้งหมด ทำให้มาตรฐานโดยรวมลดลง สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่พยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่คือการยกระดับมาตรฐานของตัวเอง 

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เรื่องห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นประเด็นหลัก เพราะมีข้อมูลว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 60 เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ได้อยู่ในองค์กรโดยตรง นั่นหมายความว่า ต่อให้บริษัทจัดการภายในได้ดีเพียงใด หากไม่สามารถยกระดับคู่ค้าได้ ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ 

กรณีของ EU เป็นตัวอย่างที่ชัดมากว่าโลกกำลังเปลี่ยน ตอนนี้ EU ออกกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแฟชั่นแบบผลิตเร็ว (fast fashion) ว่า สินค้าที่ผลิตมาแล้วขายไม่ได้ ห้ามทิ้ง ห้ามฝังกลบ และห้ามส่งไปทิ้งประเทศอื่น บริษัทต้องรับผิดชอบสินค้าของตัวเองจนจบวงจรชีวิต 

นี่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ จากเดิมที่สามารถผลักภาระไปให้ประเทศอื่น กลายเป็นว่าต้องรับผิดชอบทุกขั้นตอน และแน่นอนว่ามันกระทบไทยโดยตรง เพราะ EU เป็นตลาดส่งออกสำคัญ คิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของมูลค่าการส่งออก ถ้าจะขายให้เขา ก็ต้องทำตามมาตรฐานเขา แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ทำให้ผ่าน 

ถ้าธุรกิจไทยสามารถยกระดับตัวเองให้ถึงมาตรฐาน EU ได้ มันไม่ได้เปิดแค่ตลาดยุโรป แต่เปิดโอกาสไปยังตลาดอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ญี่ปุ่น หรือแม้แต่จีน มันจึงไม่ใช่แค่แรงกดดัน แต่มันคือโอกาสในการยกระดับ

การตรวจสอบย้อนกลับ กลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจยุคใหม่อย่างไร

ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุด โลกวันนี้ไม่ได้ต้องการแค่สินค้าอีกต่อไป แต่ต้องการความโปร่งใสที่มาพร้อมสินค้า 

เมื่อก่อนผู้บริโภคอาจสนใจแค่ว่าสินค้าดีไหม ราคาเหมาะสมไหม ใช้งานได้จริงหรือเปล่า แต่วันนี้คำถามมันลึกกว่านั้นมาก เขาอยากรู้ว่าสินค้านี้มาจากไหน ผลิตที่ไหน ใช้วัตถุดิบอะไร ใครเป็นคนผลิต กระบวนการผลิตมีผลกระทบอะไรต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคม มีการใช้แรงงานเด็กไหม มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า มีการตัดไม้ทำลายป่าหรือไม่ มีการใช้สารเคมีอันตรายหรือเปล่า

คำถามเหล่านี้ในอดีตอาจไม่เคยถูกถาม แต่วันนี้มันกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของผู้บริโภคและของตลาดโลก ฉะนั้น การตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) จึงไม่ใช่แค่ระบบตรวจสอบข้อมูล แต่เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น ถ้าธุรกิจสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าสินค้าของตัวเองมาจากไหน ผ่านกระบวนการอะไรบ้าง และมีการควบคุมผลกระทบอย่างไร มันจะสร้างความต่างได้ทันที แต่ถ้าตอบไม่ได้ หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ ความน่าเชื่อถือก็จะถูกตั้งคำถามทันที 

ซึ่งสะท้อนช่องว่างที่สำคัญว่า แม้บริษัทจำนวนมากจะมีนโยบายด้านความยั่งยืนภายในองค์กรแล้ว แต่เมื่อขยายไปถึงห่วงโซ่อุปทาน กลับมีเพียงร้อยละ 25-40 เท่านั้นที่สามารถดำเนินการได้จริง ช่องว่างนี้จึงกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ธุรกิจต้องเร่งจัดการ 

นี่คือความท้าทายที่ใหญ่จริงๆ เพราะห่วงโซ่อุปทาน ในโลกปัจจุบันมันไม่ได้สั้นหรือเรียบง่าย สินค้าหนึ่งชิ้นอาจผ่านหลายประเทศ หลายโรงงาน หลายขั้นตอน บางครั้งย้อนกลับไปได้ 5-7 ชั้นกว่าจะถึงต้นทางจริงๆ ดังนั้น การจะบอกว่ารู้ทั้งหมด อาจไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ทันที 

แต่สิ่งที่ต้องทำคือรู้ให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยต้องรู้ว่าผู้ส่งมอบ (supplier) ของตัวเองคือใคร เขามีมาตรฐานยังไง มีนโยบายด้านแรงงานหรือสิ่งแวดล้อมแบบไหน และค่อยๆ ขยายการตรวจสอบให้ลึกลงไปเรื่อยๆ มันเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา และต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ

สิ่งสำคัญคือ วิธีคิดต้องเปลี่ยนก่อน จากเดิมที่อาจมองว่าไม่รู้ก็ไม่เป็นไรกลายเป็นต้องพยายามรู้ให้ได้มากที่สุด

เมื่อก่อนธุรกิจสามารถพูดได้ว่า ไม่รู้ว่าสินค้ามาจากไหน หรือมันเป็นเรื่องของผู้ส่งมอบ แต่วันนี้ใช้ไม่ได้แล้ว ถ้าคุณเอาสินค้านั้นเข้ามาขายในตลาด คุณต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่อยู่เบื้องหลังมันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงาน สิ่งแวดล้อม หรือผลกระทบทางสังคม และไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่เป็นความรับผิดชอบทางสังคมด้วย และในหลายกรณี มันส่งผลกลับมาที่ธุรกิจโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของชื่อเสียง ความเชื่อมั่น หรือแม้แต่การเข้าถึงตลาด นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรื่องความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐาน

ในบริบทของประเทศไทย SMEs คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 99.6 ของธุรกิจทั้งหมด หมายความว่าหากกลุ่มนี้ไม่สามารถปรับตัวได้ ประเทศก็ไม่สามารถขับเคลื่อน SDGs ได้จริง ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาองค์กรขนาดใหญ่ แต่คือการยกระดับทั้งระบบ 

บทบาทขององค์กรขนาดใหญ่จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การตั้งเป้าหมายของตัวเอง แต่ต้องขยายไปสู่การยกระดับคู่ค้า เช่น การกำหนดหลักปฏิบัติสำหรับผู้ส่งมอบ (Supplier Code of Conduct) การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) และการทำการเสริมสร้างศักยภาพ (Capacity Building) เพื่อให้ SMEs สามารถปรับตัวได้จริง สิ่งเหล่านี้จะช่วยยกระดับทั้งห่วงโซ่อุปทานไปพร้อมกัน

ในอีกมุมหนึ่ง สิ่งนี้เป็นโอกาสของธุรกิจไทย โดยเฉพาะในฐานะ OEM อย่างไร

ถ้ามองในมุมบวก นี่เป็นโอกาสที่สำคัญมากของธุรกิจไทย ประเทศไทยยังมีธุรกิจจำนวนมากที่อยู่ในรูปแบบ OEM คือเป็นผู้รับจ้างผลิตให้แบรนด์อื่น อาจไม่ได้มีแบรนด์ของตัวเอง หรือไม่ได้มีอำนาจต่อรองสูงมาก

แต่ในโลกที่ทุกคนแข่งขันกันเรื่องราคา ความได้เปรียบแบบเดิมมันเริ่มไม่พอแล้ว สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างได้ คือความน่าเชื่อถือ ถ้าธุรกิจไทยสามารถทำเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับได้ดี สามารถพิสูจน์ได้ว่ากระบวนการผลิตโปร่งใส ไม่มีการละเมิดสิทธิ มีการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง มันจะยกระดับสถานะของธุรกิจทันที จากผู้ผลิตธรรมดา กลายเป็นผู้ผลิตที่มีมาตรฐานระดับสากล

และในระยะยาว มันสามารถเปิดโอกาสไปสู่การสร้างแบรนด์ของตัวเอง หรือการเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น เพราะในโลกใหม่ ความน่าเชื่อถือไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่ดี แต่มันคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่า

บทบาทของ UN Global Compact ในการขับเคลื่อนความยั่งยืนของภาคธุรกิจคืออะไร

ถ้ามองในภาพรวม UN Global Compact ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานที่ออกกฎหมายหรือบังคับให้ธุรกิจต้องทำอะไร แต่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ช่วยระดมพลังของภาคธุรกิจทั่วโลกให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมมากกว่า 23,000 แห่ง ในกว่า 160 ประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องความยั่งยืนไม่ได้เป็นกระแสเฉพาะจุด แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างของโลกธุรกิจ

สิ่งที่สำคัญคือการสร้างแพลตฟอร์มให้ธุรกิจสามารถเรียนรู้จากกันและกัน เข้าใจแนวโน้มโลก และปรับตัวได้ทันก่อนที่สิ่งต่างๆ จะกลายเป็นข้อบังคับ เราทำงานภายใต้หลักการสากล 10 ประการ ที่ครอบคลุมเรื่องสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านคอร์รัปชัน แต่สิ่งที่พยายามทำมาตลอดคือ ไม่ใช่แค่พูดในเชิงนโยบาย แต่ต้องทำให้ธุรกิจเอาไปใช้ได้จริง เช่น ถ้าธุรกิจอยากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก็มีโครงการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) ถ้าอยากทำเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ก็มีเครื่องมือที่พัฒนาร่วมกับ UN Women มันไม่ใช่แค่การบอกว่าควรทำอะไร แต่เป็นการติดอาวุธให้ธุรกิจสามารถลงมือทำได้จริง

แก่นสำคัญของ UN Global Compact คือการเชื่อมโยงหลักการพื้นฐาน 10 ประการ ที่เน้นการไม่สร้างผลกระทบเชิงลบ เข้ากับ SDGs ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวก ทำให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนความยั่งยืนได้ทั้งสองมิติไปพร้อมกัน

ธุรกิจได้อะไรจากการเข้าร่วม และทำไมเรื่องความน่าเชื่อถือถึงสำคัญ

สิ่งแรกที่ธุรกิจได้คือการมองเห็นอนาคต เขาจะเริ่มเห็นก่อนว่าโลกกำลังจะไปทางไหน มาตรฐานอะไรจะมา กฎระเบียบอะไรอาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งในโลกที่เปลี่ยนเร็ว การรู้ก่อนมีความสำคัญมาก เพราะมันทำให้วางแผนได้ทัน

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือ ความน่าเชื่อถือ องค์กรที่อยู่ใน Global Compact จะต้องรายงานความคืบหน้าของตัวเองผ่านสิ่งที่เรียกว่า Communication on Progress หรือ COP มันคือการบอกว่าองค์กรกำลังทำอะไรอยู่ ไปถึงไหนแล้ว และจะพัฒนาอย่างไรต่อ 

พอมีระบบแบบนี้ มันจะเกิดแรงผลักดันโดยธรรมชาติ ปีนี้ทำได้ระดับหนึ่ง ปีหน้าก็ต้องทำให้ดีขึ้น มันถอยไม่ได้ สุดท้ายมันจะกลายเป็นกลไกที่ทำให้องค์กรพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอแรงกดดันจากภายนอกเสมอไป

แนวคิด Forward Faster เกิดขึ้นเพราะอะไร และสำคัญอย่างไรในวันนี้

Forward Faster เกิดจากคำถามที่ตรงมากว่า ถ้ามีบริษัทเป็นหมื่นเป็นแสนทั่วโลก แล้วแต่ละคนเลือกทำคนละเรื่อง มันก็เกิดผลนะ แต่มันช้าเกินไป เพราะฉะนั้น แนวคิดนี้จึงพยายามทำให้ทุกคนโฟกัสร่วมกันในประเด็นที่สำคัญจริงๆ และเร่งด่วน

เลือกมา 5 เรื่องหลัก ที่เป็นประเด็นร่วมของธุรกิจทั่วโลก (Common Interest) และมีผลกระทบสูง แนวคิดมันง่ายมาก แต่ทรงพลังมากแทนที่จะวิ่งคนละทิศ ก็หันมาวิ่งไปด้วยกัน เพราะเวลาของ SDGs เหลือไม่มาก เป้าหมายคือปี 2030 แต่หลายเรื่องเรายังไปไม่ถึงไหน การเร่งที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่ทำให้เร็วขึ้นคนเดียว แต่คือทำให้ทุกคนไปพร้อมกัน

ปัจจุบันมีบริษัทมากกว่า 1,700 แห่งทั่วโลกที่เข้าร่วมโครงการนี้ และร่วมกันตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนมากกว่า 4,300 เป้าหมาย ซึ่งสะท้อนว่าการขับเคลื่อนแบบร่วมกัน สามารถเร่งการเปลี่ยนแปลงได้จริง

ประเด็นอย่าง Living Wage ทำไมถึงสำคัญ และท้าทายธุรกิจอย่างไร

ค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ (Living Wage) เป็นเรื่องที่มีมิติทางสังคมสูงมาก และเป็นเรื่องที่แตะโครงสร้างของเศรษฐกิจโดยตรง ที่ผ่านมา หลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ใช้แรงงานราคาถูกเป็นจุดขาย เราบอกว่าน่าลงทุน เพราะต้นทุนต่ำ แต่คำถามคือ คนที่อยู่ในระบบนั้น เขาอยู่ได้จริงไหม บางครอบครัวมีสมาชิกหลายคน แต่มีคนทำงานไม่กี่คน รายได้ที่ได้อาจเพียงพอแค่สำหรับตัวเอง แต่ต้องดูแลทั้งครอบครัว สุดท้ายคุณภาพชีวิตก็จะไม่ดี

ดังนั้นค่าจ้างที่เพียงพอไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขค่าแรง แต่มันคือเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันกระทบทั้งระบบ นายจ้าง ลูกจ้าง ภาครัฐ ทุกคนเกี่ยวข้องหมด ไม่มีใครบอกว่าทำได้ทันที แต่สิ่งที่ต้องทำคือมองมันเป็นการเปลี่ยนผ่าน อาจใช้เวลา 3 ปี 5 ปี หรือมากกว่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเริ่มคิด และต้องเริ่มขยับ ถ้าไม่เริ่ม ก็จะติดอยู่ในกับดักเดิม ในระยะยาว ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับความสามารถในการดึงดูดและรักษาบุคลากร เพราะองค์กรที่ดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานได้ดี จะสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างยั่งยืน

สำหรับ SMEs ที่มีข้อจำกัดสูง ควรเริ่มต้นอย่างไร

สิ่งแรกที่ต้องยอมรับคือ SMEs ไทยมีข้อจำกัดจริง โดยเฉพาะเรื่องเงินทุน ข้อมูลปัจจุบันบอกว่า มีสัดส่วนร้อยละ 31 เท่านั้นที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ฉะนั้น การจะบอกให้ทุกธุรกิจไปลงทุนใหญ่ทันที มันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง แต่ข่าวดีคือ ความยั่งยืนไม่ได้เริ่มจากเงินเสมอไป

จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการกลับมาดูตัวเอง ดูว่าธุรกิจมีความเสี่ยงอะไร กระบวนการทำงานโปร่งใสแค่ไหน พนักงานได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมหรือไม่ สิ่งเหล่านี้แทบไม่ต้องใช้เงิน แต่สร้างผลกระทบได้มาก และจริงๆ แล้ว SMEs มีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งคือความคล่องตัว ขนาดเล็กทำให้มองเห็นปัญหาได้ง่าย และปรับตัวได้เร็ว แต่ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่การเริ่มต้น คือการรักษาไว้

ปีแรกทำได้ ปีต่อไปจะรักษามาตรฐานยังไง ถ้าปีนี้ลดค่าไฟได้ ปีหน้าต้องไม่ย้อนกลับไปเท่าเดิม และถ้าทำได้ ต้องทำให้ดีขึ้นอีก สิ่งนี้ต้องใช้วินัยและความต่อเนื่อง

สุดท้าย ถ้ามองในภาพใหญ่ ทำไมความยั่งยืนถึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้

เพราะโลกกำลังเปลี่ยนในระดับที่ย้อนกลับไม่ได้ เราอาจยังรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นทางเลือก แต่ในความเป็นจริง มันกำลังกลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐาน

โลกกำลังเข้าสู่จุดที่ความโปร่งใสเป็นมาตรฐาน ความรับผิดชอบถูกตรวจสอบได้ และธุรกิจไม่ได้แข่งขันกันแค่ราคา แต่แข่งขันกันที่คุณค่า คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะทำหรือไม่ แต่คือจะเริ่มเมื่อไหร่ และจะไปได้ไกลแค่ไหน

ถ้ามองในระดับชีวิตส่วนตัว ลองคิดไปข้างหน้าอีก 10-20 ปีว่าโลกจะเป็นยังไง เราจะยังมีอากาศดีๆ หายใจไหม ยังมีอาหารที่ปลอดภัยกินไหม

SDGs ไม่ใช่เรื่องขององค์กรอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของชีวิตทุกคน และการเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แค่รู้จักตัวเองก่อน ว่าสนใจอะไร กังวลเรื่องอะไร แล้วเลือกทำหนึ่งเรื่องให้ดี แค่นั้นก็มีความหมายแล้ว

สุดท้ายแล้ว ความยั่งยืนไม่ใช่สิ่งที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งสามารถขับเคลื่อนได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคสังคม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับระบบ และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง

ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด ความยั่งยืนไม่ใช่การทำให้สมบูรณ์แบบ แต่มันคือการรู้ว่าเรายืนอยู่ตรงไหน และเรากำลังขยับไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ ถ้ายังขยับไปข้างหน้าอยู่ นั่นก็เพียงพอแล้ว ความยั่งยืนจึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำได้คนเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ The101.world
เรื่อง: ชลธิชา อินทะชัย
ภาพถ่าย: กอบบุญ บูรโชควิวัฒน์

ภาพประกอบ: จิราภรณ์ บุญเย็น

กลับหน้าข่าวสารและบทความ